แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แฟนฉัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แฟนฉัน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

โรงเรียนเก่า ... กับสาวน้อยประถม 4

( โรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัย แถวศาลาว่าการกรุงเทพ ครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงเรียนดังย่านพระนคร ปัจจุบันกลายเป็นที่จอดรถ และที่วางพระของร้านขายสังฆภัณฑ์ระแวกนั้น )

ไม่รู้ว่าจะมีใครเป็นอย่างผมบ้าง ที่ชีวิตยังต้องวนเวียนอยู่ในที่ที่ผูกพันมาตั้งแต่เกิด ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่วันนี้ผมยังทำงานอยู่ใกล้ๆกับบ้านที่ผมเกิด และเช่าวางของในบ้านที่ผมอยู่ตอนประถม ยังหาข้าวเช้ากินอยู่แถวพาหุรัด ตรงข้ามโรงเรียนสวนกุหลาบที่คุ้นเคย และยังต้องเช่าที่จอดรถอยู่ในโรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัยเดิม ( อยู่แถวๆ เสาชิงช้า ศาลาว่าการกรุงเทพ ตรงข้าม สน. สำราญราษฎร์ ) วันนี้กลายเป็นที่จอดรถไปแล้ว

( อาคารเรียนเก่า ที่เห็น 2 ชั้น เคยเป็นห้องสมุดของโรงเรียน ด้านล่างเดินเข้าไปตรงรถตู้สีขาวเป็นโรงอาหาร ก่อนซื้อต้องมาแลกเหรียญพลาสติกเล็กๆ เหมือนชิป เดี๋ยวนี้ไม่เห็นโรงเรียนไหนทำแล้ว )

ผมใช้ชีวิตการเรียนกับ " โรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัย " แห่งนี้ นานที่สุด คือตั้งแต่อนุบาลไปถึง ป.6 รวมแล้วก็ 8 ปี จริงๆแล้วความผูกผันขนาดนี้ น่าจะทำให้ผมมีความทรงจำมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ แต่ด้วยเพราะขาดการติดต่อจากเพื่อนๆ และคุณครู เนื่องจากโรงเรียนยุบไปหลังจากผมเรียนจบไม่กี่ปี แต่ถึงแม้จะติดต่อใครไม่ได้อีก ผมก็ยังรำลึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นสมัยวัยเด็ก ที่โรงเรียนแห่งนี้ ผ่านการเพ่งมอง อาคารเรียนเก่า และใช้จินตนาการ

( อาคารเรียน 4 ชั้นเพียงพอกับนักเรียนตั้งแต่อนุบาล ถึงประถม 6 ช่วงที่ผมอยู่เริ่มลดมัธยมต้นลงแล้ว และเมื่อผมเรียนจบไปไม่กี่ปี โรงเรียนก็ปิดตัวลง )

ภาพลางที่ผมเห็นคือ ถ้าตอนเด็กมากๆ แม่จะพาผมเดินจากบ้านที่อยู่แถวพาหุรัด เดินไปเรื่อยเปื่อยหาข้าวกินแถวตลาดตรอกหม้อ แล้วค่อยเดินเข้าโรงเรียน พออยู่ประถมปลายเริ่มจะโตหน่อยแล้ว เดินไปเองได้ บางทีขี้เกียจก็จะนั่งรถเมล์ไปลงแถว โรงเรียนเบญจมราชาลัย แล้วค่อยเดินเข้าโรงเรียน ไม่รู้ว่าที่นั่งรถเมล์น่ะ เพราะขี้เกียจจริงๆ หรือว่าเริ่มโตเป็นวัยรุ่นแล้วอยากไปมองสาวโรงเรียนเบญจมราชาลัยกันแน่

( ยอดอาคาร 4 ชั้น ยังเห็นเสาสำหรับธงชาติ ที่ตรงนี้เราต้องมายืนเคารพธงชาติกันทุกเช้าก่อนเข้าเรียน ผมเรียนมาแล้วทุกชั้น ป.ต้นเรียนชั้นล่างๆ ป.ปลายเรียนชั้นบนๆ ชั้นหนึ่งมี 2 ห้อง )

ถึงโรงเรียนอันดับแรกที่พอจะจำได้ก็คือ เข้าห้องเรียนแล้วหาว่า " เธอ " คนนั้นนั่งที่ไหน เธอคนที่เรียนกับผมตั้งแต่อยู่อนุบาล ไม่จำเป็นต้องเห็นตัวเพราะผมจำกระเป๋าของเธอได้ และเธอก็ไม่ค่อยจะเปลี่ยนที่นั่งนัก แล้วก็จะพาตัวเองไปนั่งใกล้ๆ ไม่ถึงกับนั่งข้างๆ เพราะจะดูจงใจเกินไป

( ลานตรงนี้ ตอนเย็นจะให้เด็กนักเรียนเตะบอลได้ นอกจากเตะบอลแล้วกีฬายอดฮิต สำหรับคนนิยมความซาดิสม์อีกอย่างคือ โบราณเรียกชื่อ และอัดมั่ว ใช้ปิงปองโยนขึ้นไปแล้ว คนโยนต้องเรียกชื่อเพื่อน หากเพื่อนมารับไม่ทันภายใน 2 เด้ง ต้องโดนทำโทษ เอาปิงปองปาเข้าไปที่น่อง แต่ถ้ารับได้ก็สามารถปาอัดไปที่เพื่อนที่อยู่ใกล้ๆได้ เด็กสมัยนี้คงไม่รู้จักแล้ว )

นี่คงไม่อาจเรียกได้ว่า มันคือรักครั้งแรก ตอนนั้นคงยังไม่รู้จักหรอกว่า รัก คืออะไร ( ถึงวันนี้ก็ยังนิยามไม่ได้อยู่ดี ) รู้แค่ว่า อยากไปโรงเรียน อยากไปนั่งใกล้ๆ อยากไปแกล้ง ไปแซว ไปเล่นอะไรก็ได้กับเธอ และแม้จะโดนตบตี หยิกจนเขียวช้ำไปทั้งแขน ( แต่ต้องบอกแม่ว่าต่อยกับเพื่อนผู้ชาย ) ก็ตามที แต่ก็เหมือนจะยินดีให้เธอทำแบบนั้นทุกวัน

มุกเดิมๆ ก็ล้อชื่อพ่อ ชื่อแม่ และการแต่งตัวของเธอในบางครั้ง เพื่อยั่วให้เธอวิ่งไล่กวด อย่างทอมกะเจอรี่ แล้วสุดท้ายก็ต้องยอมให้เธอจับได้ แล้วก็ตบตี เป็นความสุขอย่างประหลาดของผม และเชื่อว่าก็คงมีหลายคนที่ชอบเจ็บตัวแบบนี้

หรือว่า เด็กป.4 จะมีความรู้สึกกับเพศตรงข้ามแล้ว และยินดีที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เราชอบ ... นั่นก็น่าจะใช่หากวิเคราะห์กันตามการพัฒนาการของเด็กวัย 10 กว่า ที่ย่างเข้าวัยรุ่นแล้ว ยิ่งเดี๋ยวนี้ยิ่งไปกันใหญ่ ที่เห็นมีข่าวบ่อยๆ ว่าเด็กประถมท้อง หรือไม่ก็เห็นเด็กประถมควงกันตามห้างก็มีบ่อยไป

( ระเบียงปูนที่ยื่นออกมาจากตัวตึก หากใครทำของหล่นลงมา ก็ต้องวัดความกล้าว่าใครจะรอดออกไปเก็บริมระเบียง ไม่สมควรทำอย่างยิ่งครับ แต่กฏก็มีไว้แหกอยู่เสมอ )

ทุกเช้าหลังเคารพธงชาติ ก็จะสวดมนต์และร้องเพลงโรงเรียน ผมยังจำได้คร่าวๆ

" สถานการศึกษา เพาะปัญญาพวกเราแจ่มใส .... เทเวศร์วิทยาลัย เทเวศร์วิทยาลัย จากไปอยู่ทิศใด นามนี้เตือนใจให้ระลึกคุณตลอดกาล ... " จำได้แค่นี้จริงๆ

จริงๆแล้วก่อนหน้า " เธอ " คนนี้ ผมยังมีความทรงจำตลอดกาล อีกอันหนึ่ง คือสมัยอนุบาลที่เด็กทุกคนต้องกินนม เสร็จแล้วก็นอนกลางวัน ฟูบเล็กๆถูกเรียงเป็นแถว 2 แถวเอาหัวชนกัน ชายแถว หญิงแถว หัวเรากับเธอคนนั้นก็ชนกันอยู่ เรื่องไม่ได้เกิดกับผมกับเธอ แต่ดันไปเกิดกับเพื่อนของเธอ ที่ก็ไม่รู้ว่าทำไปเพราะชอบ หรือว่ามันเขี้ยวตามประสาเด็ก คืออยู่ๆ เพื่อนเธอที่นอนเยื้องๆกับผมก็เงยหน้าข้ามฝั่งมา แล้วก็โขมยจุ๊บผม ทำเอาเสียบริสุทธิทางแก้ม ตั้งแต่อยู่อนุบาล นั่นเป็นครั้งแรก นอกจากพ่อแม่พี่น้อง ที่ทำกะผมแบบนั้น เธอเองก็เชียร์อยู่ข้างๆ คงสะใจอยู่ มันทำให้ผมจำจนทุกวันนี้

เราเรียนอยู่ด้วยกันตั้งแต่อนุบาล แต่ก็มีบางปีที่ย้ายไปอยู่ต่างห้องกันบ้าง และก็กลับมาเรียนด้วยกันอีกครั้งตั้งแต่ ป.4 ถึง ป.6 ถ้าจะเลือกว่า รักครั้งแรกอย่างหนังแฟนฉันของผมเป็นใคร ก็คงต้องเป็นเธอคนนี้ จริงๆแล้วยังจำทั้งชื่อเล่น ชื่อจริง และนามสกุลของเธอได้ แต่กูเกิ้ลก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเธอคงไม่ได้เล่นอะไรที่ลงข้อมูลในเนต ยังเสิรชข้อมูลของเธออยู่เนืองๆ เพราะอยากรู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว มีลูกกี่คนแล้ว ... เดาว่าอายุขนาดนี้คงมีสามีไปแล้วล่ะ

( ปูนลอกร่อน ดูไม่งามตา แต่ทำให้ใครบางคนนึกถึงเรื่องราวในอดีตได้เสมอ )

ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่จะเรียนจบ คือ เราทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระ และไม่คุยกันเป็นเดือนแล้ว แต่ก่อนที่จะจากกันวันสุดท้าย วันเรียนวันสุดท้ายเราดันต้องมาทำเวรด้วยกัน มาถึงเก้าอี้ตัวสุดท้ายที่ต้องยกขึ้นวางบนโต๊ะ เราจับที่เก้าอี้พร้อมกัน ( แบบที่ผมแอบตั้งใจอยู่เล็กน้อย ) กับคำสุดท้ายที่พูดก็คือ " เราดีกันนะ "

และแม้จะมีเบอร์โทรของเธอ แต่ก็ไม่กล้าเพราะตอนนั้นมีแต่โทรศัพท์บ้านที่กว่าจะต่อติดก็ต้องผ่านด่านพ่อแม่พี่น้อง โทรทีเดียวรู้กันทั้งบ้าน จริงๆ ทางบ้านคงไม่ได้ห้ามคุยกับเพื่อน แต่กลัวโดนแซวมากกว่า เดือน ปี ผ่านไป เราเริ่มขาดการติดต่อ จนถึงวันนี้ก็ไม่ได้คุยไม่ได้เห็นหน้ากันอีกเลย

เกือบ 20 ปีแล้วแต่ผมยังจำหน้าเธอ ตอนประถมได้ คาแรคเตอร์ไม่ได้ห่างจากน้องโฟกัสในแฟนฉันมากนัก หลายๆอย่างในแฟนฉันเกิดขึ้นกับผมซึ่งอยู่ในยุคเดียวกัน เด็กหญิงคนหนึ่งท่าทางแก่นแก้ว ถักเปียยาวสองข้าง มีกลิ่นหอมจากแป้งน้อยๆ เวลาที่เดินผ่าน และมือหนักอย่างบอกใคร จะผ่านไปอีกกี่ปี ผมก็ยังอยากจะจำได้แบบนี้

..............................................................................................................

บ้านเล็ก http://lotslikelove.blogspot.com/

..............................................................................................................