แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

จอมยุทธน้อยท่องยุทธจักร ตอนที่ 1 ... วันจันทร์ ที่จุดสูงสุดแดนสยาม

หลังจากผ่านปีที่เหนื่อยล้า ปีที่เจอปัญหารุมเข้ามามาก เครียดแล้วเครียดอีก ท้อแล้วท้ออีก แต่ก็ค่อยๆ แก้ทีละปัญหา ประคับประคองจนผ่านมาได้ ขึ้นปีใหม่มานี้ อะไรๆก็ดูเป็นใจมากขึ้น กำลังใจเริ่มกลับมาอีกครั้ง

ผมทยอยสะสางงานที่ยังค้างคา จนได้เวลาว่างเหมาะๆ ได้ 5 วันเต็มๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวแบบชิลๆ ที่เชียงใหม่ทั้ง 5 วัน ใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องรีบร้อน ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเชียงใหม่ เพราะครั้งสุดท้ายที่ไปมันก็สิบกว่าปีผ่านมาแล้ว ความทรงจำที่เหลืออยู่อย่างเดียวคือ ได้นั่งรถไฟไปกับพ่อน่าจะเป็นช่วงที่รถไฟสปรินเตอร์ยังใหม่ๆอยู่

ผมได้บอกกับเพื่อนๆ ว่าจะเดินทางไปเชียงใหม่คนเดียว เสียงตอบรับร้อยทั้งร้อยเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ว่าเพื่อนเราเป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย ผมก็บอกไปว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ก็แค่อยากไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศแค่นั้น แล้วบังเอิญว่าคุณๆ ก็มีลูกเมีย มีการงานต้องทำ แล้วใครจะว่างไปกับผม จะรอให้ว่างแล้วไปพร้อมกัน ป่านนั้นคงหมดอารมณ์แล้ว และไปครั้งนี้ก็ไม่ได้วางโปรแกรมอะไรเป๊ะๆ คือคิดเพียงว่า ณ ขณะนั้น ถ้าอยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ไป แค่ปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ แบบนี้ถ้าไปกับคนอื่นเกรงว่าจะไม่ได้อย่างใจ

สืบค้นข้อมูลมาได้หลายอย่าง พอจะเห็นจุดหมายคร่าวๆ ส่วนใหญ่แล้วก็คงตระเวนกินเที่ยวอยู่ในเมือง เพราะเจตนาคือตั้งใจไปชิล แต่ถ้าไปแล้วไม่ขึ้นดอยสุเทพก็คงไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะรวมเอาดอยอินทนนท์ไปอีกซักหนึ่งที่ พอเห็นโปรแกรมแล้วก็เริ่มหวั่นๆ ว่าตกลงจะชิล หรือจะลุยกันแน่ ส่วนการเดินทาง จากทีแรกที่ลังเลว่าจะเป็นรถไฟ หรือจะเป็นรถทัวร์ดี ก็ตกลงปลงใจที่รถทัวร์ ด้วยเงื่อนไขเวลา และมีที่นั่งเหลือเฟือ สำหรับการเที่ยววันธรรมดาแบบนี้

พอยิ่งมีข้อมูลเยอะ แผนการเดินทางก็เริ่มจะซับซ้อน ผมตัดสินใจเลือกรถทัวร์ที่จะไปดอยเต่า - จอมทอง เดินทางค่ำวันอาทิตย์ แล้วต่อรถสองแถวขึ้นดอยอินทนนท์ จากท่ารถ อ.จอมทอง เช้าวันจันทร์ซะเลย ไม่เลือกไปลงเชียงใหม่ เพราะจะต้องนั่งรถย้อนกลับมา อ.จอมทอง อีก 2 ชั่วโมง การเดินทางครั้งนี้ผมลองเลือกนั่งรถชั้นสอง เพราะอยากลอง ว่าที่มันถูกกว่า มันเป็นชั้นสองนั้น จะต่างกันแค่ว่าเบาะที่นั่งเล็กกว่า หรือแค่ว่ามันไม่มีห้องน้ำบนรถแค่นั้น

พอขึ้นรถ ก็ดีใจเหมือนถูกเลขท้ายสองตัว ที่ว่ารถมันไม่เต็ม ผมได้นั่งควบสองเบาะ พร้อมกับนึกสะใจที่จ่ายถูกแถมได้นั่งๆนอนๆ อย่างกับรถวีไอพี แต่สวรรค์ของผมมันก็พังลงในชั่วโมงถัดมา

ก็พี่ทั่นเล่นจอดรับส่งผู้โดยสารมันทุกป้าย ไล่ตั้งแต่ออกจากหมอชิต จอดรังสิต นวนคร อยุธยา เรื่อยไปถึง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก อ. เถิน อ. ลี้ ข้ามเขาเข้าไปเชียงใหม่ ที่ อ. จอมทอง ประมาณว่า จอด เปิดไฟ ผู้โดยสารขึ้นลงแทบทุกชั่วโมง และเต็มทุกที่นั่ง อย่าว่าแต่จะได้งีบเลยครับ จะนั่งให้สบายสักหน่อยยังยาก ผมออกเดินทาง 19.30 น. ถึง อ.จอมทอง ก็ 7.30 วันรุ่งขึ้น ทรมานดีครับ แต่ก็สนุกที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แต่ขากลับตั้งใจไว้แล้วว่าขอเป็นวีไอพีจะดีกว่า

ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย แต่เมื่อยเล็กน้อยเพราะต้องนั่งตัวลีบมาตลอดทาง ความเมื่อยล้าไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้ามันน่าตื่นเต้น จนลืมความลำบากไปหมด ลงรถทัวร์มาก็เจอคิวรถสองแถวเหลืองที่จะขึ้นไปดอยสุเทพ จอดเรียงรายอยู่หน้าวัดพระธาตุศรีจอมทอง รถมีแน่ แต่จะเหมาขึ้นไปคนเดียว คงไม่สนุก มันจะเหงาเกิน อยากจะหาใครร่วมทาง อย่างน้อยก็จะได้พูด ได้คุยบ้าง แถมยังมีคนแชร์ค่ารถอีกต่างหาก

รอ รอ แล้วก็รอ ตั้งแต่ 8 โมง หลังกินโจ๊กร้อนๆ กับน้ำเต้าหู้ จน 10 โมงกว่าแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีนักท่องเที่ยว ทั้งไทย ทั้งฝรั่ง ที่จะมาต่อรถขึ้นไปดอยอินทนนท์ในเช้าวันนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเหมามาก่อนจากเชียงใหม่ หรือไม่ทางทัวร์ก็จองรถไว้ให้แล้ว ผมเองขอแค่ว่าคนไหนไม่เต็มก็จะขอขึ้นไปด้วย แต่ผ่านไปสองชั่วโมง มันก็มีแต่รถที่นั่งกันเต็มพอดี ความซวยเริ่มบังเกิด หรือว่าที่ผมอุตส่าห์ดั้นด้นนั่งรถชั้นสองมา 12 ชั่วโมง จะไม่มีความหมายอะไรเลย

รอจนพี่ๆ คิวรถแถวนั้นต่างก็เข้ามาถามไถ่ ดูเป็นจุดเด่นเหลือเกินที่เป็นชายหนุ่มคนเดียว แต่ยังหาคู่ เอ้ย หาเพื่อนร่วมทางขึ้นไปไม่ได้ซักที สุดท้ายพี่คนขับคนหนึ่งยื่นขอเสนอให้ว่า จะลดค่าเหมารถให้ผมเป็นกรณีพิเศษ จาก 1200 บาท เหลือ 800 บาท เพราะเห็นว่ามาแล้วก็อย่าให้เสียเที่ยวเลย ผมเริ่มลังเล นี่ถ้าลดเหลือ 600 บาท คงตอบตกลงไปแล้ว แต่จะให้ขึ้นไปคนเดียวเนี่ยนะ สนุกตายละ

คิดแล้วคิดอีก อยู่ดีๆ ผมก็ลุกขึ้นเดิน พร้อมกับขอเบอร์พี่คนนั้นเอาไว้ กะว่าจะเดินไปเรื่อยๆ ตามทางให้ถึงถนนที่ตรงขึ้นดอย ถ้าถึงตรงนั้นแล้ว ยังไม่มีรถที่จะขึ้นผ่านมา ก็จะนั่งรถกลับเชียงใหม่แล้ว เดินๆ ไปคิดว่าใกล้ๆ ที่ไหนได้เล่นเอาเหงื่อตกเหมือนกัน แดดเริ่มร้อนเพราะเกือบ 11 โมงแล้ว จะลองโบกรถดู ก็เดี๋ยวจะเจอปัญหาขึ้นไปได้แต่ลงไม่ได้อีก นั่นจะยิ่งซวยหนัก เพราะไม่ได้เตรียมอะไรมาค้างบนดอยเลย

เอาละ ถึงถนนตรงขึ้นดอยแล้ว ถ้าไม่เห็นรถสองแถวขึ้นดอยผ่านมา ก็จะไปเชียงใหม่แล้ว แต่ปาฎิหารย์ก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อผมได้เห็นน้องๆ ผู้หญิง 3 คน ยืนโบกรถตรงทางขึ้นดอยนั้น โอ้ว โชคเริ่มเข้าข้างผมบ้างแล้ว ถ้าเป็นปีที่แล้วที่ดวงตกหนักๆ ผมคงไม่เจออะไรแบบนี้ ไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว ผมเดินดิ่งเข้าไปหา น้องๆ 3 คนนั้น แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่เช้าให้ฟัง และถามไถ่เรื่องของน้องๆ

น้องๆ ทั้งสาม กำลังจะขึ้นดอยด้วยการโบกรถ แต่โบกมาแล้วซัก 15 นาที ก็ยังไม่ได้ ผมเลยเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนั้น ว่าจะโทรเรียกรถสองแถวจากท่ารถให้มารับพวกเราตรงนี้ และแชร์ค่ารถกัน น้องๆ เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะถ้าโบกต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะได้รึเปล่า แถมถ้าจะไปเที่ยวจุดอื่นๆ รอบดอยก็ต้องมาเสียเวลาโบกกันใหม่แบบนี้อีก

และแล้ว พวกเราก็ได้ขึ้นดอยสมใจ ผมดีใจมากที่ได้เจอน้องๆกลุ่มนี้ ไม่งั้นคงต้องมาเสียเที่ยวแน่ๆ แถมน้องๆ ยังมีอัธยาสัยดี ทำให้การเดินทางสนุกมากขึ้นไปอีก ได้มิตรภาพใหม่ๆ นอกจากได้ชมความสวยงามของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้

จุดแรกที่เราไปก็คือยอดดอยอินทนนท์ ที่ตำแหน่งสูงสุดมีหมุดบอกความสูงไว้ 2565.3341 เมตร พืชพรรณบนดอยเป็นพวกที่ขึ้นในอากาศเย็นจัดอย่างพวกมอส จนเห็นคล้ายเป็นพรมสีเขียวปกคลุมไม้ใหญ่และทางเดินโดยรอบ และที่เป็นภาคบังคับก็คือการถ่ายรูปกับป้าย " สูงสุดแดนสยาม " ในวันนั้น มีฝรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นนักปั่นจักรยานกันรึเปล่า ปั่นขึ้นไปถึงยอดดอยพร้อมกับถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

กิจกรรมต่อมาที่ใครขึ้นไปถึงก็ทำกันก็คือการแวะที่จุดพักนักท่องเที่ยว ดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ แก้หนาว พร้อมกับเขียนไปรษณียบัตร ประทับตราดอยอินทนนท์ แล้วหย่อนลงตู้บนนั้น แม้ว่าอุณภูมิขณะนั้นจะไม่ต่ำที่สุด คือแค่ 12 องศา แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกเย็นจนมือแข็ง เขียนหนังสือไม่ได้เหมือนกัน

สถานที่ต่อไปที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดก็คือ พระมหาธาตุเจดีย์ นภเมทนีดล - นภพลภูมิสิริ ที่กองทัพอากาศสร้างถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ทรงพระเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษาปี 2530 และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา ปี 2535 บริเวณโดยรอบมีดอกไม้เมืองหนาวสวยงาม เหมาะกับผู้รักการถ่ายภาพ

จุดต่อไปเป็นตลาดม้ง ซึ่งก็อยู่ใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ และจุดกางเต้นท์แล้ว สำหรับผมว่าไม่มีอะไรมากนัก เป็นตลาดเล็กๆ แต่ก็ได้เห็นแม่ลูกชาวม้ง ครอบครัวหนึ่ง เก็บภาพมาฝาก ผมว่าภาพนี้มันบอกอะไรได้ดีกว่าตัวหนังสือนัก

ถึงที่ทำการอุทยานด้วยความหิวโหยเกือบบ่ายสามแล้ว โจ๊กที่กินไปเมื่อเช้าป่านนี้คงไปถึงลำไส้ใหญ่แล้ว น้องๆทั้งสามก็หิวเช่นกัน ทีแรกว่าจะพักกินที่ที่ทำการอุทยานด้วยกัน แต่ผมดูเวลาแล้ว สำหรับผมคงต้องไปแล้ว ตอนที่นั่งคุยกันบนรถ น้องๆ แนะนำให้ผมไปปายด้วย เพราะน้องๆเคยไปมาแล้วดีมาก ต้องไปให้ได้ และกำลังจะไปอีกวันพฤหัสนี้ ผมก็เลยเริ่มลังเลว่าจะเปลี่ยนแผนไปปายด้วย แต่ก็บอกไปว่ายังไม่แน่นอนนัก ปล่อยให้สถานการณ์พาไปดีกว่า ถ้ามีเวลาและความอยากพร้อมกัน ก็คงได้เจอกันที่ปายอีก

เราโบกมือลากัน ยินดีในมิตรภาพใหม่ที่มีให้กัน ไม่ได้ขออะไรสำหรับติดต่อเอาไว้ ผมขอเก็บความทรงจำดีๆ ไว้ในใจ และในภาพที่ถ่ายร่วมกันก็คงพอ ถ้าโชคดีเราคงได้เจอกันอีกที่ปายนะ

ผมลงดอยมากับพี่คนขับเพียงลำพัง น้องๆทั้งสามการเต้นท์พักที่อุทยาน ผมต่อรถสองแถวสีเหลืองจาก อ. จอมทอง กลับมาที่เมืองเชียงใหม่ ด้วยความอ่อนล้ามาตั้งแต่เมื่อคืน บวกกับอากาศร้อนๆ ยามไม่ได้อยู่บนเขา กับรถสองแถวตะลุยฝุ่นเกือบ 2 ชั่วโมง มันทำให้มึนจวนเจียนสลบได้เหมือนกัน

ถึงเชียงใหม่ที่ท่ารถประตูเชียงใหม่ ต่อรถสองแถวแดงไปที่ที่พักแถวถนนนิมมานเหมินทร์ อันดับแรกคือต้องอาบน้ำแล้ว สภาพอย่างกับไปเขาชนไก่มา อาบเสร็จก็งีบสักพักรอเวลาตะลุยเมืองเชียงใหม่ต่อ

ผมตื่นมาช่วงค่ำ ได้ที่หมายในใจคือ กาดรินคำ และ หาของกินแถวหลัง มช. ซึ่งไม่ไกลจากที่พักนัก เดินไปเดินกลับก็ยังพอไหว พอถึงกาดรินคำ ก็น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ไม่ใช่เพราะของกิน หรือเสื้อผ้า ที่ตลาดนัดในกรุงเทพก็มีขาย แต่เป็นน้องๆ มช. ที่น่ารักน่าชม กินไปชมไปช็อปไป เพลินครับ บรรยากาศแบบนี้ถ้าเป็นในกรุงเทพก็คงต่างกันออกไป จะเทียบอย่างแถวหน้าราม ก็ต้องบอกว่าที่นี่ ชิลกว่าเยอะ หนุ่มสาวออกมาเดินเล่น ซ้อนมอไซค์มาเป็นคู่ บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม ถ้าใครเคยดูวัยอลวนฉบับน้องรถเมล์ ที่กลัวว่าลูกหลานมาเรียนนี่แล้วจะมีแฟนแบบในหนัง ก็เห็นจะต้องบอกว่า ทำใจครับ มันเป็นปรกติของที่นี่ การมีแฟนคงไม่ใช่เรื่องผิดถ้าหากไม่เสียการเรียน และไม่ออกนอกลู่นอกทางไปมากกว่านั้น

เดินรอบกาดรินคำอยู่หลายรอบ กำลังคิดว่าจะไปหาอะไรกินต่อที่หลัง มช. เพื่อความชัวร์เลยถามนักศึกษาแถวนั้นว่ากิน ด้านหน้า หรือด้านหลังเจ๋งกว่า น้องเค้าก็เลยบอกเอาบุญสำหรับคนไม่รู้อย่างผมว่า ด้านหลังวันนี้ปิด ปิดทุกวันที่ 25 ของเดือน อะไรมันจะพอดีขนาดนี้ มาปิดเอาวันที่เราจะไป แต่ก็โชคดีอีกแล้วที่ได้รู้ก่อน ไม่ได้ไปเก้ออีก เลยสรุปว่า เดินกลับมากินก๋วยเตี๋ยวแถวนิมมานดีกว่า เป็นทางกลับที่พักพอดี

กลับมาที่พัก ก่อนเข้านอนก็คิดโปรแกรมคร่าวๆ ของพรุ่งนี้ ว่าจะขึ้นดอยสุเทพ และก็ลงมาสวนสัตว์ ตามฟอร์ม จะมีอะไรน่าตื่นเต้นเกินขึ้นอีกมั้ย ต้องลองๆ แล้วมิสเตอร์บีนก็หลับลงในเวลาเที่ยงคืนกว่าๆของวันนั้น

จอมยุทธน้อยท่องยุทธจักร ตอนที่ 2 ... วันอังคาร ดอยสุเทพ และสรวงสวรรค์พระตำหนักภูพิงค์

ตื่นเช้าได้เองโดยอัตโนมัติ เหมือนมีนาฬิกาปลุกในใจ วันนี้ตั้งใจว่าจะเดินทางขึ้นดอยสุเทพ ไหว้พระธาตุ ชมพระตำหนักภูพิงค์ และปลายทางที่หมู่บ้านม้งดอยปุย แต่เช้านี้ดูฟ้ามืดครึ้ม เพราะเมื่อคื่นฝนตกหนัก จนโรงแรมที่พักขึ้นขั้นไฟดับ แต่เมื่อตั้งใจแล้ว ก็อย่าลังเล ว่าแล้วก็ขอเติมพลังซะก่อน ด้วยโจ๊กตลาดต้นพยอม เจ้าดังของเชียงใหม่ ชิมแล้วอร่อยจริง สมแล้วที่มีคนดังแวะเวียนไปมากมาย

( ระหว่างทางผ่านผับชื่อดังของเชียงใหม่ ยามเช้า นักเที่ยวต่างหลับไหล )

ทางเดินจากที่พักของผมไป ด้านหลังมช. และตลาดต้นพยอม ผ่านแปลงเกษตรของคณะเกษตร มช. ในยามเช้าแบบนี้ อากาศเย็นๆของฟ้าหลังฝน มองจากริมถนนเข้าไป เห็นทิวเขาดอยสุเทพ เป็นฉากหลัง ผมว่ามันสวยกว่า สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังบางแห่งซะอีก

กินโจ๊กเรียบร้อยแล้ว เดินเข้า มช. กะว่าจะเดินทะลุไปถึงด้านหน้า แต่เห็นรถไฟฟ้าจอดอยู่ว่างๆ ไม่มีนักศึกษาขึ้น ก็อย่ากระนั้นเลย ไหนๆ พี่เค้าก็ต้องขับวนรอบอยู่แล้ว นั่งรถกินลมเย็นๆ สบายกว่า

รถจอดที่ประตูหน้าพอดี เดินไปอีกนิดก็จะเป็นสวนสัตว์เชียงใหม่ มีคิวรถสองแถวขึ้นดอยสุเทพจอดคอยผู้โดยสารอยู่ด้านหน้า ปกติแล้วราคาขึ้นไปวัดพระธาตุจะอยู่ที่ 40 บาท แต่วันนั้นคนน้อย คนขับเลยขอเป็น 50 บาท ขอกันตรงๆ แบบนี้รู้สึกดีกว่ามาแบบมั่วๆ ครับ

บนวัดพระธาตุยังคงคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งไทย ทั้งต่างชาติ แม้จะเป็นวันธรรมดาแบบนี้ ต่างจากข้างล่างที่ดูเงียบๆ เดินถ่ายรูปไปรอบๆ เห็นเด็กชาวม้งแต่ตัวเต็มเครื่องแบบ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป แล้วรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ดูหน้าน้องเค้าสิครับ บรรยายความรู้สึกได้ดีอีกแล้ว

ปกติยอมรับว่าตัวเองห่างไกลวัดมาเที่ยวเมืองเหนือครั้งนี้เห็นจะได้เข้าวัดบ่อยที่สุดในรอบหลายปี เมื่อวานก็วัดพระธาตุศรีจอมทอง วันนี้วัดพระธาตุดอยสุเทพ วันที่เหลือคงมีอีกหลายวัด สุขใจแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ชมม้งคนสองคนไม่สะใจ ต้องขึ้นไปหมู่บ้านม้งดอยปุย พอดีที่ว่าผมมาคนเดียว จึงต้องรอไปแจมกับรถคันอื่น ที่จะขึ้นไปจุดหมายต่อไป ผมยืนรอสักพัก ก็มีรถสองแถวอยู่คันหนึ่งกำลังจะพานักท่องเที่ยวหนุ่มสาวคู่หนึ่ง เดินทางต่อไปดอยปุย ผมไม่รอช้ารีบติดต่อพี่คนขับ ขอขึ้นไปด้วยคน โดยมากแล้วจะได้ ยกเว้นว่าบางกลุ่มที่โดนเหมารถแล้ว ก็จะไม่รับคนเพิ่มอีก

ทางที่จะถึงหมู่บ้านม้งเล็กและแคบกว่าแถววัด ถ้าใครจะขี่มอไซค์ขึ้นมาก็คงต้องระวังกันหน่อย พอถึงพี่คนขับขอให้ผมช่วยพูดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติคู่นี้ให้ นัดเจอที่ไหนกี่โมง พอคุยกันก็ค่อนข้างจะถูกคอ ผมเลยได้รับหน้าที่ไกด์จำเป็นไปด้วย ทั้งๆที่ไม่เคยมา แต่อย่างน้อยก็พอพูดกับชาวม้งรู้เรื่องอยู่บ้าง โชคดีของผมอีกครั้งที่ได้เจอเพื่อนร่วมทางน่ารักๆแบบนี้อีกแล้ว

ในรูปจะพอเห็นไกลๆ ได้ว่า เพื่อนต่างชาติของผมคู่นี้ ผู้ชายเป็นชาวไต้หวัน ส่วนสาวน้อยน่ารักคนนั้น เป็นชาวฮอลแลนด์ มองไกล้ๆ อย่างกับมาเรีย ชาราโปว่า ทั้งคู่บอกว่าเป็นเพื่อนกันเท่านั้น ไม่ค่อยอยากจะเชื่อหรอกครับ

เดินชมบ้านเรือน และชีวิตชาวม้งไปเรื่อย ต้องสะดุดตากับอะไรบางอย่าง ที่เค้าบอกว่ามันคือสัตว์ประหลาด หัวเป็นหมา ตัวเหมือนคน มีหางเหมือนลิง อะไรก็ไม่รู้ ผมว่าทำขึ้นมาเอง ให้นักท่องเที่ยวตื่นเต้นเล่นๆ ซะมากกว่า

เดิมที่แห่งนี้เคยปลูกฝิ่นกันมาก ปัจจุบันก็มาปลูกพืชเมืองหนาว เปิดหมู่บ้านให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม เหลือเพียงดอกฝิ่น ที่ปลูกเอาไว้ให้ถ่ายรูปและเอามาตากแห้ง เป็นดอกไม้ประดับเท่านั้น

ก่อนจะแยกทางกับเพื่อนต่างชาติคู่นั้น ผมซื้อมันเผาร้อนๆ ให้ลองชิมกัน ส่วนเพื่อนต่างชาติของผมก็ตอบแทนด้วยการซื้อน้ำโมกุโมกุ น้ำหวานผสมเยลลี่ที่ขายในกรุงเทพนั่นแหละครับ ให้เป็นการตอบแทน แล้วก็มาบ่นว่าหวานๆ คนไทยชอบกินหวาน ก็ดันไปซื้ออะไรไม่ยอมถามคนไทยซะก่อนล่ะ

เราลงจากดอยปุยมาพร้อมกัน แต่ผมขอแยกทางที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ส่วนทั้งคู่เดินทางกลับไปตัวเมือง น่าเสียดายโดยแท้ ที่ทั้งคู่ไม่ลงมาเที่ยวพระตำหนักภูพิงค์กับผม เพราะมันสวยดั่งสวรรค์ ผมว่าทั้งอากาศ ทั้งวิวทิวทัศน์ ที่นี่คือสวรรค์บนดินโดยแท้ รูปที่ถ่ายมาเยอะมากคงไม่สามารถมาลงได้หมดเพื่อบรรยายความสวยงามนี้ บอกได้แค่ว่าถ้าใครได้ไปเชียงใหม่ อย่าลืมมาพระตำหนักพูพิงค์นะครับ

ผมใช้เวลาบริเวณโดยรอบพระตำหนักเกือบ 2 ชั่วโมง นี่ถ้ามีเวลาเหลือเฟือคงอยู่นานกว่านี้ แต่ก็ต้องลงดอยแล้ว เพราะอยากไปดูที่อื่นๆในเมืองด้วย ลงดอยมาถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ ก็ต้องเข้าไปคารวะหลินปิงซักหน่อย มันกลายเป็นธรรมเนียมปฎิบัติไปแล้วหรือนี่ แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวังที่เจอแต่ตัวพ่อ นอนขี้เกียจอยู่ตัวเดียว รอแล้วรออีกหลินปิงก็ไม่ออกมา ผมว่าแพนด้า เด็กๆ มันก็น่ารักซุกซนดี แต่พอเริ่มแก่อย่างตัวพ่อแล้วเนี่ย ดูขี้เกียจๆ ยังไงไม่รู้ ไม่รอละ ไว้ไปดูในทรูก็ได้

ขึ้นรถเที่ยวชมรอบๆ สวนสัตว์ โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ใช่คนที่ปลื้มสัตว์ในกรงอะไรพวกนี้นัก จะสนุกสนานก็ตรงที่คนขับ เป็นคนบรรยายบรรยากาศรอบๆไปด้วย แต่ละคนงัดมุกมาให้นักท่องเที่ยวขำกันกระจาย วนครบรอบแล้วก็ออกดีกว่า บอกแล้วว่าไม่ปลื้มสัตว์ในกรงแบบนี้

ออกมาก็เย็นมากแล้ว เติมพลังมื้อเย็นอีกสักมื้อ ก่อนจะกินอีกครั้งมื้อดึกๆ ผมเดินไปเรื่อยถึง หน้า มช. มีร้านอาหารตามสั่งอยู่ติดกันอยู่เป็นสิบร้าน รองรับนักศึกษาที่จะออกมากินพร้อมๆกันได้เป็นร้อย รสชาติดี ราคาประหยัดแบบนี้ ถูกใจครับ มื้อนี้เป็นน้ำพริกอ่องราดข้าว ไข่ดาว แล้วก็ ต้มแซบกระดูกอ่อน สุดยอดครับ

กินเสร็จก็ตะวันใกล้จะตกดินแล้ว ผมเลือกจุดหมายในการชมพระอาทิตย์ตกในวันนี้ที่ริมน้ำแม่ปิง เริ่มจากเรียกรถแดงไปลงแถวกาดหลวง เดินชมคร่าวๆ กะว่าก่อนกลับจะแวะมาซื้อของฝากอีกครั้ง เดินข้ามสะพานเล็กๆ ไปยังอีกฝั่ง ตามเส้นถนนเจริญราษฎร์ และถนนเชียงใหม่-ลำพูน ก็จะเป็นร้านอาหารเก๋ๆ รินน้ำแม่ปิง เดินผ่านร้านอาหารมาอีกนิดก็จะเป็นที่นั่งริมน้ำ ถ้าอากาศเย็นกว่านี้อีกนิดคงเหมาะมากสำหรับคู่รัก มาชมพระอาทิตย์ตก แต่สังเกตว่าคนเชียงใหม่เองไม่ทำอะไรแบบนี้ เหมือนที่เราคนกรุงเทพ ก็ไม่ค่อยมานั่งริมสะพานพุทธเช่นกัน

ยัง ค่ำคืนนี้สำหรับผมมันยังไม่จบ ผมเรียกสามล้อ นั่งต่อไปยังไนท์บาซาร์ เคยได้ยินว่าเดี๋ยวนี้ซบเซาไปมาก ก็เห็นจะจริง ตัวไนท์บาซาร์เองคนเดินน้อย มีร้านปิดไปหลายร้าน จะยังพอคึกคักอยู่บ้างก็เป็นริมถนนโดยรอบ ส่วนใหญ่เป็นของขายชาวต่างชาติเหมือนอย่างแถวริมถนนสีลม สุขุมวิท แบบนี้ไม่เวิร์คครับ ไม่ใช่แนว เดินแป๊บเดียวก็เลยว่า ไปที่อื่นดีกว่า

สุดท้ายแล้วผมก็ไปจบที่หลัง มช. จนได้ หลังจากที่เมื่อวานปิดเลยไม่ได้มา ร้านอาหารเรียงรายอยู่ริมทาง ทั้งสองฟากถนน ทั้งนักศึกษา คนทำงาน กินกันอย่างเอร็ดอร่อยและสบายกระเป๋า นึกถึงเยาวราช ท่าดินแดงในกรุงซะจริง แต่ฝากเอาไว้ก่อน ตอนนี้ผมขอเข้าร้านเนตเพื่อหาข้อมูลเดินทางไปปาย ปาย มันเริ่มเข้ามาอยู่ในหัวผมแล้ว

ค้นข้อมูลในเนตไป พลางดูบรรยากาศในร้านเนตไป ซึ่งก็มีแต่นักศึกษา มช. ทั้งนั้น มีเสียงคุยทั้งคำเมือง ทั้งภาษากลางคละเคล้ากันไป ฟังสนุกดีเหมือนกันครับ หลังจากได้ข้อมูล พร้อมทั้งแผนที่ อ.ปาย อยู่ในมือแล้ว ก็ตัดสินใจได้ว่า พรุ่งนี้เช้า จุดหมายของเราคือ ปาย

ออกมาจากร้านเนตเกือบสี่ทุ่ม ร้านอาหารเริ่มเก็บไปหลายร้านแล้ว แต่ยังมีร้านหนึ่งแปลกแหวกแนวดี เขียนไว้ว่ากับข้าวราคาเริ่มต้น 14 บาท ผมก็สงสัยว่าเค้าทำได้ยังไง ดูในเมนูแล้วยิ่งตกใจ มีทั้งผัดผัก ไข่เจียว ผัดเผ็ด แกงจืด ตามปกติที่ร้านข้าวต้มจะมี แต่มัน 14 - 19 บาท ทำได้ไง จะคุ้มหรือ

ว่าแล้วก็สั่งมัน 4 อย่างซะเลย ไข่เจียวหมูสับ แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ผัดผักคะน้าหมูกรอบ ผัดผักบุ้งไฟแดง ข้าวอีกสองจาน เค้าทำได้ครับ แม้ปริมาณจะน้อยกว่าร้านปกติ คิดง่ายๆ ว่าถ้าร้านอื่นผัดจานละ 40 บาท ร้านนี้ก็ทำซักครึ่งหนึ่ง แบบนี้ก็ดีเหมือนกันเรามาคนเดียวจะได้กินหลายๆอย่าง อิ่มนี้จ่ายแบงค์ร้อยยังได้ทอนมาสิบกว่าบาท

กินไปกินมา มองดูถนนไปก็คิดว่า เอาแล้วมั้ยล่ะ รถแดงมันหมดแล้วหรือนี่ มองตั้งนานยังไม่มีผ่านมาซักคัน แล้วก็ต้องเดินกลับที่พักจนได้ ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกล เดินกลับมาด้วยความเมื่อยล้า ออกไปตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า กลับมาเกือบห้าทุ่มแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าเพื่อเช็คเอ้าท์ โรงแรม และไปให้ทันรถเที่ยวแรกที่จะไปปาย เจ็ดโมงเช้า ไม่ไหวแล้วครับ มิสเตอร์บีนขอลาวันนี้ไปแต่เพียงเท่านี้ พรุ่งนี้เจอกันครับ

จอมยุทธน้อยท่องยุทธจักร ตอนที่ 3 ... วันพุธ ปาย อิน เลิฟ

แม้จะตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือไว้ที่ตี 5 ครึ่ง กะว่าอาบน้ำ เก็บข้าวของใส่กระเป๋า ครึ่งชั่วโมง ลงมาเช็คเอ้าท์ ก็น่าจะหกโมงกว่าๆ นั่งไปถึงขนส่งอาเขตก็น่าจะเกือบเจ็ดโมงเช้าพอดี แต่ด้วยความตื่นเต้นหรือไงไม่ทราบ ดันทะลึ่งตื่นมาตั้งแต่ยังไม่ตีสี่ แล้วก็นอนไม่หลับอีกเลย เลยได้ดูความบู่ของลิเวอร์พูลอีกนัดที่ทำได้แค่บุกไปเสมอกับวูลฟ์แบบไร้สกอร์ สะใจก่อนเดินทางไกลดีแท้

ออกมายังฟ้ามืดๆ จนถึงขนส่งแล้วก็ยังไม่สว่างซักที ผมจองรถเที่ยวแรก 7 โมงเช้า เป็นรถบัสธรรมดาสภาพเก่ามาก ข้างหน้าที่ต่อคิวจองแถวเดียวกัน เป็นคุณลุงคนหนึ่งที่ดูน่าจะเป็นคนในพื้นที่ บอกกับคนจำหน่ายตั๋วว่า ของนั่งริมหน้าต่างๆ ด้านหน้า

ผมถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าทำไมต้องนั่งตรงนั้น แล้วก็ได้คำตอบที่ทำให้เริ่มหวั่นๆ ว่า นั่งตรงนั้นเมาน้อยหน่อย ไม่ไหวลุงแก่แล้ว นี่ขนาดเคยขับรถผ่านแถวนั้นบ่อยๆ ยังเอาไม่อยู่เลย เอาล่ะสิครับเล่นขู่กันแบบนี้ จากที่เคยมั่นใจว่าไม่ใช่คนที่เมารถง่ายๆ ก็เริ่มเดินไปหาซื้อยาแก้เมารถ ที่ร้านน้ำข้างๆ พกติดตัวไว้ก่อนดีกว่า

กินข้าวเสร็จเรียบร้อย ไม่เน้นอิ่มนัก เพราะได้ยินมาเยอะว่า ไปปายไม่หลับก็อ้วก กลัวจะเลอะเทอะ เลยเตรียมถุงพลาสติกไปด้วย ได้เวลาขึ้นรถ ยิ่งรู้สึกหวั่น เพราะคนค่อนข้างแน่น และส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านทั้งนั้น มากับสัมภาระมากมาย แต่โชคดีซะจริงที่ผมได้นั่งคนเดียวสองเบาะอีกแล้ว

แต่ยังไม่ทันจะไปถึงไหน แค่หน้าขนส่ง ก็เป็นเรื่องซะแล้ว เสียงโครมใหญ่ๆ ทำเอาคนบนรถตกใจ เด็กรถ และคนขับลงไปดูสักพักก็ขึ้นมาบอกว่า ต้องเปลี่ยนรถนะ เพลาหัก ... หลากหลายอารมณ์เกิดขึ้นพร้อมกันทันที บ้างก็หงุดหงิดที่เสียเวลา บ้างก็โล่งใจที่ยังโชคดีไม่ไปหักบนเขา ผมเป็นอย่างหลังมากกว่า

รถคันอื่นๆ ที่ไปปายเหมือนกันค่อยๆ ผ่านหน้าพวกเราไปทีละคันๆ รอเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รถคันใหม่มาเปลี่ยน แต่เสียงเครื่องและสภาพภายนอก ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิมซะเท่าไร แต่เชื่อในฝีมือคนขับครับ น่าจะเอาอยู่

นั่งมาสักพักก็ถึงทางขี้นเขา ที่ใครกลัวกันนักหนา แต่พอได้นั่งจริงๆแล้ว ผมขอบอกให้คนที่ยังไม่ได้ไปเลิกกลัวได้เลย อากาศดีๆ กับวิวทิวทัศน์สวยๆ ข้างทาง มันทำให้ลืมความคดเคี้ยวของถนนไปได้เป็นปลิดทิ้ง ยิ่งนั่งก็ยิ่งรู้สึกหลงใหล ไปกับเส้นทางนี้ ตลอดการเส้นทาง มีคนอ้วกอยู่คนเดียวนั่นคือเด็กเล็ก สาม สี่ขวบ ที่เหลือก็ส่วนใหญ่จะหลับกันสบาย ส่วนผมขอซึมซับบรรยากาศไว้ตลอดการเดินทาง 4 ชั่วโมง

ถึงปายอย่างปลอดภัย ภารกิจต่อไปคือต้องหาที่พักซะก่อน เที่ยงๆแบบนี้ปายก็ร้อน แดดแรงเหมือนกัน ผมพอจะศึกษาเส้นทางมาบ้าง จุดแรกกะว่าจะลองไปถามดูที่พักแถวริมแม่น้ำปาย แต่ถามดูหลายที่ บางที่ก็เต็ม ทั้งๆที่เป็นวันธรรมดา บางที่ก็แพงเกินงบ เลยกลับมาหาแถวถนนคนเดินดีกว่า น่าจะถูก และก็เดินเที่ยวกลางคืนก็สะดวก

แล้วก็ถูกใจที่พักแห่งหนึ่งที่ตกแต่งแบบเรียบง่าย แต่ก็ดูสวย สะอาดตาดี เจ้าของก็ดูใจดีพาเข้าไปชมห้องก่อนตัดสินใจ แน่นอนว่าห้องน่ะถูกใจผมแน่ แต่ต้องดูราคาก่อน พอป้าเจ้าของบอกราคามาก็โอเคทันที เพราะย่อมเยาสมเหตุสมผล ใครสนใจก็ลองโทรสอบถามดูนะครับ บ้านสวนรีสอร์ท 083 - 3217382

อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็บ่ายกว่าๆ แดดยังแรง ไม่น่ารีบออกไปไหน ว่าแล้วก็นอนเอาแรงซักงีบ ตื่นขึ้นมาเกือบบ่ายสาม ได้เวลาตะลุยเมืองปายต่อแล้ว ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่จะนิยมเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขี่ชมทิวทัศน์รอบๆเมือง แต่ผมไม่ถนัดมอเตอร์ไซค์นัก เลยขอเป็นจักรยานดีกว่า ใช้พลังงานเราไม่ปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซด์อีกต่างหาก มาเที่ยวแล้วก็ไม่อยากจะทำให้บรรยายกาศดีๆของที่นี่เปลี่ยนแปลงไป

จากจุดที่พักแถวๆ ถนนคนเดิน ที่เหมือนจะเป็นศูนย์กลางความเจริญของเมือง ที่เต็มไปด้วยรีสอร์ท เกสต์เฮ้าส์ ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านเหล้า ที่ดูเหมือนจะยกถนนข้าวสารเอามาไว้ที่ปาย ผมได้ฟังคำบอกเล่าจากหลายๆคน ว่าปายเปลี่ยนไปแล้ว อย่างนั้นอย่างนี้ จนไม่เหลือภาพชีวิตเดิมๆ ของชาวบ้านแล้ว ถ้ามองจากโดยรอบถนนคนเดินแห่งนี้ ก็เห็นจะจริงอย่างคำบอกเล่า แม้จะไม่เคยมาเห็นสภาพก่อนหน้านี้ ทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ก็คงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ บางครั้งที่เราอยากจะได้อะไรมา ก็ต้องยอมสูญเสียอะไรไปบ้างเหมือนกัน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดของเมืองนี้ ผมขอนั่งยันนอนยันว่า ปาย ยังมีส่วนที่เป็นธรรมชาติจริงๆ อยู่รอให้คนที่อยากสัมผัสธรรมชาติได้ไปดื่มด่ำ ใครไม่ชอบความวุ่นวายแถวๆ ใจกลางเมือง ก็ลองออกมาไกลอีกซักนิด ผมลองปั่นจักรยานออกไปไกลที่สุดเท่าที่จะปั่นไหว และมีเวลาเหลืออยู่ 3 - 4 ชั่วโมงก่อนอาทิตย์จะลับขอบฟ้า แล้วการขี่จักรยานคงจะเป็นเรื่องอันตรายเกิน

ได้เห็นชาวบ้านแท้ๆ ในตลาดหน้าเทศบาล ไกลออกไปอีกหน่อยก็ยังมีทุ่งนาให้เห็น บริเวณเขตบ้านแม่ฮี้ ก็ยังมีทีพักแบบโฮมสเตย์อยู่แบบชาวบ้านแท้ๆ ราคาก็แสนถูกไว้รองรับคนที่ชอบแนวนี้ เพียงแต่ว่า วันนี้ปายในกระแส ที่ผมได้ยินได้ฟังก่อนไปนั้น มันคือ ถนนคนเดิน คอฟฟี่อินเลิฟ แล้วก็รีสอร์ทหรูๆ ริมน้ำปาย มันคงไม่ผิดอีกเช่นกันถ้าใครคิดจะไปปายเพราะสิ่งเหล่านี้ เพราะอย่างน้อยสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น สร้างอาชีพให้กับอีกหลายๆคน

ไม่ได้ขี่จักรยานมานาน แถมยังขี่หลงไปหลงมา เพราะสัดส่วนในแผนที่มันดูยากเหลือเกิน ส่วนใหญ่จะขี่เลยเป้าหมาย สองชั่วโมงผ่านไปเริ่มจะเจ็บโคนขาหนีบซะแล้ว น่าจะหาทางกลับได้แล้วก่อนจะหมดแสง และก็จะได้เตรียมตัวไปเดินชิลๆ บนถนนคนเดินอันโด่งดัง

แล้วก็มาถึงเวอร์ชั่นแสงสีของปาย หลังพระอาทิตย์ตก พ่อค้าแม่ขายก็เริ่มเอาของออกมาวางเรียงรายตามถนน อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ คืนนี้คงถึงขั้นหนาวแน่ สินค้ากระจุกกระจิกทำมือที่แปะยี่ห้อปายถูกนำมาอวดสายตา ที่เยอะสุดน่าจะเป็นเสื้อปาย กลายเป็นของที่ระลึกภาคบังคับของคนที่มาเที่ยวที่นี่ไปแล้ว

ภาพถ่ายผมว่าน่าจะเป็นหลักแสนหลักล้านภาพที่ถูกเก็บไปกับกล้องของนักท่องเที่ยว เป็นตัวช่วยเผยแพร่สีสันของเมืองนี้ ทวีความดังขึ้นไปเรื่อยๆ สำหรับผมเอง หลังจากที่ได้สัมผัสแล้ว ผมรู้สึกดีกับเมืองที่มีความหลากหลายเมืองนี้ ชอบที่ยังมีธรรมชาติดีๆอยู่ คู่กับสีสันยามค่ำคืน บางคนบอกว่าปายไม่มีอะไร ผมว่าปายมีคนที่น่ารัก คนที่มาทำตัวสบายๆ ปล่อยใจไปกับความชิลของเมืองนี้

เดินไปเดินมาก็ได้เจอกับตำรวจที่เก็บภาพไว้เมื่อเย็นอีกครั้ง ช่วงเวลางานก็ปฎิบัติหน้าที่อย่างตั้งใจ แถมยังมีลีลาในการโบกรถเป็นจุดเด่น พอตกเย็นค่ำๆ แบบนี้ก็มารับจ๊อบพิเศษร้องเพลงและรับบริจาคให้กับเด็กด้อยโอกาส มีตำรวจดีๆแบบนี้ที่ปายด้วยครับ

ถนนคนเดินที่ปายจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ เมื่อเทียบกับเมืองเล็กๆแห่งนี้ จะว่าเล็กก็เล็ก เพราะเดินไปเดินมาก็จะเจอคนรู้จัก เจอคนหน้าเดิมๆ บ่อยครั้ง ผมเจอฝรั่งที่ได้เจอกันวันแรกที่ดอยอินทนนท์ เจอแล้วเจออีก และสุดท้ายก็ได้เจอน้องๆ ที่ขึ้นดอยอินทนนท์ด้วยกันจนได้ ทักทายกันอย่างกับรู้จักกันมานาน เล่าสู่กันฟังว่าใครไปที่ไหนกันมา มานี่ได้ยังไง พี่จะบอกว่า ถ้าน้องไม่มากระตุ้นต่อมอยากของพี่ป่านนี้คงนอนขี้เกียจอยู่ที่โรงแรมในเชียงใหม่ ขอบใจน้องๆอีกครั้ง ที่ทำให้ได้มาสัมผัสประสบการณ์ดีๆที่ปายนี้

น้องๆ ยังไม่หยุดกระตุ้นต่อมอยาก บอกว่าให้ไปห้วยน้ำดังด้วยกัน เอ่อ แต่ว่าจะให้ขับมอไซค์ไปนั้น พี่ว่าไม่เวิร์ค อันตรายเกิน คุยไปคุยมาน้องๆเลยแนะว่าให้ไปเที่ยวปางอุ๋งสิพี่ ผมก็เคยได้ยินได้เห็นรูปมาบ้างก็รู้ว่ามันสวยมาก แต่แบบว่า พรุ่งนี้จัดโปรแกรมไว้แล้วว่าจะขี่จักรยานไปรอบเมืองอีกครั้ง คราวนี้จะเอารอบใหญ่เลย และก็จะไปปางอุ๋งนี่รู้มาว่ามันก็ไม่ได้ใกล้ๆ นั่งรถขึ้นเขาลงเขาไปอีกสองสามชั่วโมง เลยบอกน้องๆไปว่าพี่แก่แล้ว ขอแบบชิลๆ ในปายแบบนี้ดีกว่า ส่วนน้องๆ ก็จะไปค้างที่ห้วยน้ำดังคืนพรุ่งนี้ แล้วเราก็แยกกันอีกครั้ง โดยก็ยังไม่ได้ขออะไรติดต่อไว้ เดินจากมาก็รู้สึกเสียดายมิตรภาพดีๆแบบนี้เหมือนกัน หากว่าไม่ได้เจอกันอีก มันก็จะอยู่ในความประทับใจในการเดินทางของผมครั้งนี้ตลอดไป

ระหว่างเดินกลับที่พัก ก็ได้เห็นร้านขายทัวร์ร้านหนึ่ง เขียนป้ายไว้ว่า ไปปางอุ๋งพรุ่งนี้ วันเดียวก็เที่ยวได้ เอาแล้วมั้ยล่ะ เหมือนมีแรงดึงดูด ผมเดินเข้าไปถามว่าไปได้จริงหรือ ไปได้สิแต่ต้องออกตีสี่ถึงจะเที่ยวได้ทั่ว ตื่นเช้าไม่เป็นปัญหาของผม ค่ารถตู้ก็ไม่แพงนัก สนนราคา 500 บาทต่อคน ผมคิดไม่นานนักก็ตกลงปลงใจ ดูใจง่ายซะจริง แล้วก็รีบกลับที่พักด่วน เพราะจะได้นอนเยอะหน่อยก่อนที่จะตื่นตีสี่เช้าวันพรุ่งนี้

การไปคนเดียวครั้งนี้ ดูเหมือนจะต้องเสี่ยงทายเพื่อนร่วมทางอีกครั้งในเช้าพรุ่งนี้ ผ่านมาสองทริปสิ่งที่ทำให้ประทับใจไม่น้อยก็คือเพื่อนร่วมทางดีๆ ผมว่าโชคเข้าข้างผมแบบนี้ พรุ่งนี้คงได้เจอกลุ่มดีๆ สนุกๆแน่ๆ สำหรับคืนนี้ต้องขอนอนเอาแรงก่อน เห็นโปรแกรมแล้วพรุ่งนี้เหนื่อยแน่

จอมยุทธน้อยท่องยุทธจักร ตอนที่ 4 ... วันพฤหัส ปางอุ๋ง ดินแดนในความฝัน

ตื่นเต้นทีไรเป็นต้องสะดุ้งตื่นก่อนเวลาทุกที ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่ตีสามครึ่ง เอาเข้าจริงตีสองกว่าก็ตื่นแล้ว เลยได้ดูคาร์ลิ่งคัพ แมนซิ แมนยู ได้ครึ่งหนึ่ง จนเวลาตีสี่เป๊ะ เสียงโทรศัพท์จากพี่คนขับดังขึ้น ถามไถ่ว่าพร้อมหรือยัง ผมพร้อมนานแล้ว เลยขับวนมารับผมที่ที่พักเป็นคนแรก รู้สึกดีครับที่ปกติแล้ว นัดเช้าแบบนี้กะใครทีไรมักจะมีเลทให้เสียอารมณ์เสมอ เป็นคนขับรถที่มีความรับผิดชอบดีจัง

แต่ก็ดันต้องรอ คนที่เหลืออยู่พักใหญ่ อากาศกลางดึกที่ปายหนาวเหน็บ ผมเตรียมไปก็แค่ชุด รด. สมัยสิบกว่าปีที่แล้ว ที่กันหนาวไม่ค่อยจะได้ นั่งรอบนรถตู้จนสักตีสี่ครึ่งก็มากันพร้อมหน้า ทริปนี้มีกันแปดคนรวมพี่คนขับแล้ว กลุ่มแรกที่มาถึงเป็นชายหนึ่ง หญิงสอง กลุ่มที่สองเป็นชายเข้มๆ สามคน พร้อมแล้วออกรถได้

บรรยากาศสองข้างทางรวมทั้งด้านหน้าแทบมองไม่เห็นอะไร ไม่มีไฟตามทาง มีเพียงแสงไปจากรถของเรา ที่ต้องยกไฟสูงเป็นระยะๆ เพราะหมอกหนามากๆ บางจุดแค่สามเมตรจากหน้ารถก็ไม่เห็นแล้ว ยังดีที่ว่าเป็นแค่จุดๆไป ไม่ได้เป็นตลอดทาง ผมนั่งข้างพี่คนขับ เลยรู้สึกว่ามีความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน คือพยายามไม่ให้พี่คนขับหลับ ด้วยการชวนคุยเป็นระยะๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าพี่เค้าง่วงบ้างรึเปล่า ผมวัดเอาจากตัวผมเอง ว่านั่งไปสักพักอาการง่วงเริ่มเกิด ส่วนคนอื่นที่เหลือเป็นไปตามคาด หลับกันทั้งรถครับ

พี่คนขับบอกว่าหลับได้เลย ถึงปางอุ๋งก็เกือบเจ็ดโมงเช้านั่นแหละ ผมหยอกกลับไปว่า คนอื่นหลับได้แต่พี่ห้ามหลับนะครับ แต่จริงๆก็ค่อนข้างเชื่อฝีมือแหละครับ ได้คุยสัมภาษณ์พี่เค้าแล้วก็รู้ว่าเป็นคนแม่ฮ่องสอนอยู่แล้ว ขับเส้นนี้มานานเป็นประจำ ผมเริ่มเบาใจ และก็ยอมรับว่ามีวูบหลับในไปหลายครั้ง นี่ถ้าขับเองคงไปไม่ถึงปางอุ๋งแล้ว

นั่งลุ้นระทึกไม่นานก็ถึงปางอุ๋ง ตามเวลาที่พี่เค้าบอกไว้ น่าเสียดายที่พระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว แต่ก็ยังทันซึมซับบรรยากาศยามเช้าของปางอุ๋งอยู่ อากาศเย็นยะเยือก หรือจะใช้คำว่าหนาวเหน็บดี ไม่รู้ว่าจะเป็นคำไหน แต่รู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในช่องฟรีซของตู้เย็น อุณหภูมิขณะนั้น 7 องศาเซลเซียส ผมเคยเจอ 0 องศาที่น้ำหนาว แต่ที่นี่หนาวแล้วแถมมีลมแรง พัดเอาไอน้ำจากอ่างเก็บน้ำขึ้นมาอีก เสื้อ รด. ไม่ช่วยอะไรอีกแล้ว

สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ไอน้ำขาวบริสุทธิ์ลอยล่องอยู่เหนือผิวน้ำ สีน้ำสะท้อนสีเขียวของต้นไม้ผสมสีฟ้าของท้องฟ้า ตัดกับสีน้ำตาลอ่อนๆของพื้นดินที่ยึ่นเข้าไปในผิวน้ำ และที่ประทับตราตรึงในใจผู้ที่พบเห็นที่สุดคงเป็น ทิวสน ที่ปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ อันเป็นพระราชดำริในการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ของพ่อหลวงของเรา

ที่ริมตลิ่งมีบริการแพพร้อมฝีพายให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัสผิวน้ำใกล้ๆ และในยามเช้าแบบนี้ก็มีพระออกบิณฑบาตร พระทุกรูปสวมเพียงจีวร ไม่มีเครื่องกันหนาวใดๆ ไม่สวมรองเท้า และไม่มีการแสดงอาการหนาวแต่อย่างใด เราเองใส่มาครบๆ ปากยังสั่นอยู่เลย

กี่ร้อยกี่พันคำบรรยายคงไม่เพียงพอที่จะบอกความสวยแบบมหัศจรรย์ สวยเหมือนอยู่ในความฝัน ของปางอุ๋ง ไม่น่าแปลกใจถึงคำกล่าวขานถึงที่แห่งนี้ ดื่มด่ำบรรยากาศอยู่ได้พักใหญ่ แดดเริ่มทอแสงสีทอง อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ถึงเวลาที่เราจะไปอีกที่หนึ่งแล้ว

ผมมารออยู่แถวที่จอดรถข้างวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านรวมไทย ที่อยู่รักษาปางอุ๋งแห่งนี้ เป็นวัดที่มีเพียงสิ่งจำเป็นเพียงไม่กี่อย่าง ก็เพียงพอต่อการทำหน้าที่ขัดเกลาจิตใจของคนในชุมชนอย่างพอเพียงแล้ว

จุดหมายถัดไป หมู่บ้านรักไทย ยอมรับว่าไม่เคยรู้จักหมู่บ้านแห่งนี้ พี่คนขับบอกว่าเป็นหมู่บ้านของชาวจีนยูนานอพยพ นึกภาพไม่ออกเหมือนกัน แต่พอขับเข้ามาก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสถานที่อันสวยงามแบบจีนโบราณ บ้านพักปลูกอยู่ริมทะเลสาบด้านหลังอิงภูเขา ปลูกลดหลั่นกันลงมาตามไหล่เขา มีบางส่วนยื่นออกไปในทะเลสาบ ทิวทัศน์แบบนี้นึกถึงจินตนาการยามที่ได้อ่านนิยายจีนกำลังภายใน เหมาะกับเป็นที่มาฝึกวิทยายุทธยิ่งนัก

บ้านพักส่วนหนึ่งถูกดัดแปลงมาเพื่อเป็นร้านอาหารและร้านค้า ซึ่งก็มีด้วยกันหลายร้าน บางแห่งมีที่พักไว้รองรับนักท่องเที่ยวด้วย ร้านที่เรามาชื่อ ร้านลีไวน์รักไทย ค่อนข้างดังทีเดียว มีป้ายกำกับไว้ว่าทีวีหลายช่อง หนังสือพิมพ์หลายฉบับ มาถ่ายทำการันตีความอร่อยไว้แล้ว

เมนู ที่พวกเรากลุ่มที่มาด้วยกัน รวมทั้งอีกสองคันที่ซื้อทัวร์จากร้านเดียวกัน ได้กินก็เป็นแบบฟูลคอร์ส อลังการงานสร้างยิ่งนัก ไล่ตั้งแต่ขาหมูตุ๋นน้ำแดงที่แทบจะละลายในปาก พร้อมหมั่นโถว ยำใบชา ผัดผักซาโยเต้ แกงจืดเต้าหู้ ปลาสามรส และเห็ดแดดเดียว เสริฟพร้อมกับชาร้อนชงสดๆ รสชาติต่างๆ อเมซิ่งสุดๆครับ งานนี้ผมคนเดียวเหมาขาหมูไปเกือบทั้งขา เนื่องจากเพื่อนร่วมทางเป็นมุสลิม ไม่ได้มาทานอาหารร่วมกับเรา และที่เหลือก็เป็นสาวๆทานน้อยอยู่แล้ว เสร็จผม อิ่มแล้วยังมาได้ชิมผลไม้ตากแห้ง ที่ร้านขายของของร้านอีก น่าเสียดายที่พลาดชิมไวน์ผลไม้ของทางร้าน

บางครั้งการต้องลาทั้งๆที่ยังมีความสุขสุดๆ ก็เป็นเรื่องดี ให้เราได้เก็บแต่ความทรงจำที่ดีที่สุดกลับไป เหมือนทานอะไรแล้วต้องไม่ให้อิ่มจนเกินไป ปล่อยให้เหลือความอยากไว้บ้าง เราใช้เวลที่นี่เกือบสองชั่วโมง ถึงเวลาต้องไปจุดหมายถัดไปแล้ว

ภูโคลน คือจุดหมายถัดมา ก็ไม่เคยได้ยินอีกแล้ว มันคืออะไรภูเขาที่มีแต่โคลนหรือ พอมาถึงก็ร้องอ๋อ มันคือ บริเวณที่มีการขุดพบโคลนที่มีแร่ธาตุตามธรรมชาติ สามารถมาใช้ประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงผิวหน้าผิวการ นำมาทำเครื่องสำอางค์ พอกหน้าพอกตัวได้ เก๊ทแล้วครับ

ไหนๆมาแล้วก็ต้องลองซักหน่อย ทั้งๆที่รู้ว่าหน้าอย่างผมมันคงไม่ช่วยอะไรมาก พอกหน้าทิ้งไว้พอแห้งมันจะตึงหน้าจนขยับไม่ได้ ต้องเงียบปากไป 15 นาที ล้างออกแล้วก็รู้สึกว่าสิ่งสกปรกบนหน้ามันถูกดูดออกไปพร้อมโคลน แต่สรรพคุณอื่นๆ ไม่แน่ใจเหมือนกัน

นั่งชิลๆ ที่ภูโคลนพักใหญ่ ต้องเปลี่ยนสถานีอีกครั้ง อากาศเริ่มร้อนแล้ว ตัวเองก็ใส่ชุด รด. มา รู้สึกเหมือนกลับมาเรียน รด. อีกครั้ง จุดต่อไป หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว เราค่อยๆเข้าใกล้ อ.เมืองแม่ฮ่องสอนไปทุกขณะ

หมู่บ้านกระเหรี่ยง บรรยากาศก็คล้ายคลึงหมู่บ้านม้งบนดอยปุยที่ไปมาแล้ว แต่พอเดินๆไป ผมเห็นนักท่องเที่ยวถ่ายภาพ ซึ่งก็รวมทั้งตัวผมเองด้วย แล้วรู้สึกไม่ดีนัก ที่เรามองเค้าเหมือนของแปลก เดินได้แป๊บเดียวก็เลยขอมารถที่รถดีกว่า

หนุ่มๆ เริ่มทยอยเดินกลับมาที่รถ ระหว่างรอสาวๆ ช็อบปิ้งของชาวเขาชาวดอยกัน ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่ๆ ชาวมุสลิมทั้งสาม ด้วยความเป็นห่วงว่าได้ทานอะไรหรือยัง เพราะพวกเราที่เหลือทานกันอิ่มแปล้ ตั้งแต่อยู่ที่หมู่บ้านรักไทยแล้ว พี่ๆทั้งสามก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ทานไปบ้างแล้ว และก็เรื่องอดอาหารที่ทนได้อยู่แล้ว และจากที่ได้คุยมาตลอดทางที่เหลือก็ได้ทราบว่า พี่ๆ เป็นพยาบาลอยู่ถึง อ.เบตง จ.ยะลา มาเที่ยวไกลถึงเชียงใหม่ แต่นั่งเครื่องบินมา ต่อเครื่องที่สุวรรณภูมิ ใช้เวลาน้อยกว่าผมนั่งรถทัวร์มาซะอีก

พอได้เจอคนที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็อดที่จะถามไถ่สถานการณ์ และความเป็นอยู่จริงๆ ของผู้คนที่นั่นไม่ได้ พี่ๆ ก็บอกว่า ก็ต้องอยู่ด้วยความระมัดระวังตัวตลอด แม้จะเป็นมุสลิมก็ไม่เว้น เพราะคนร้ายไม่เลือกว่าจะโดนใครอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดจะทิ้งพื้นที่ เพราะที่นั่นคือบ้านของพวกเค้า

สักพักสาวคนสุดท้ายก็เดินออกมาจากย่านร้านค้า และก็ได้รู้ว่าจริงๆแล้ว 1 หนุ่ม 2 สาวที่เดินมาขึ้นรถเมื่อเช้าพร้อมกันนั้น จริงๆ แล้ว เป็นแฟนกันคู่หนึ่ง แต่อีกหนึ่ง เป็นสาวที่มาเที่ยวปายคนเดียว เอาล่ะสิ ไอ้เราก็เป็นหนุ่มมาเที่ยวปายคนเดียวเหมือนกัน แบบนี้เดี๋ยวมีเรื่องสิครับ

พี่คนขับที่ซี้กับผมแล้วก็เป็นใจเหลือเกิน เชียร์ซะเขินกันไปทั้งรถ แหมต่อหน้าต่อตา ยุให้แลกเบอร์กันอยู่ได้ แหม ของอย่างนี้ เดี๋ยวรอให้อยู่สองต่อสองสิครับพี่ จะรีบไปไหน ว่าแล้วก็มุ่งหน้าต่อไป วัดชื่อดังแห่งเมืองแม่ฮ่องสอน วัดพระธาตุดอยกองมู แต่ทางไปพี่คนขับพาวนในตัวเมืองให้ดูบ้านเมืองของที่นี่ แถมด้วยพาชมวัดสวยๆ ที่ผู้คนมักชอบมาถ่ายภาพ นั่นก็คือวัดจองคำและวัดจองกลาง ที่เปรียบเหมือนวัดคู่แฝด กลางเมืองแม่ฮ่องสอน สร้างแบบศิลปะชาวไทยใหญ่ ด้านหน้าเป็นสวนสาธารณะหนองจองคำ เสียดายที่ไม่ได้อยู่ถึงช่วงค่ำที่จะเปิดไฟประดับสวยงามไปอีกแบบ

พี่คนขับพาขึ้นเขาอีกครั้งไปยังวัดสำคัญอีกแห่งของเมืองแม่ฮ่องสอน วัดพระธาตุดอยกองมู มองจากด้านบนลงมาเห็นตัวเมืองแม่ฮ่องสอนโดยรอบ สวยงามแต่แดดแรงเหลือหลาย สังเกตท้องฟ้าด้านหลังพระธาตุสิครับ ฟ้าเป็นฟ้า ไม่มีเมฆบังซักนิด ตัวพระธาตุสีขาวสะท้อนแสงจนแสบตา

เราไปยังที่หมายสุดท้ายก่อนจะกลับไปชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวกิ่วลม พี่คนขับบอกว่าเราจะไปถ้ำปลากัน ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าต้องเป็นถ้ำที่มีปลา และก็เป็นดังว่า บริเวณโดยรอบเป็นจัดเป็นสวนมีลำธารผ่ากลางไปถึงถ้ำปลา แม้จะจัดทิวทัศน์ได้สวย แต่เนื่องจากบ่ายแก่ๆ อากาศร้อนจัด เป็นอุปสรรคต่อการชมความงาม ถ่ายรูปปลาในถ้ำเสร็จผมขอมาหาที่ร่มๆนั่งพักดีกว่า ส่วนพี่คนขับเริ่มออกอาการง่วง ของีบบนรถดีกว่า

ขากลับเวลาบ่ายแก่ๆ แบบนี้ มันน่าง่วงซะจริง คนอื่นๆ บนรถหลับกันหมดแล้ว เหลือผมกับพี่คนขับสองคนอีกแล้ว ผมบอกพี่คนขับไปว่า นาทีนี้พี่รู้มั้ยว่าผมห่วงใครมากที่สุด ไม่ใช่พ่อใช่แม่นะ แต่เป็นพี่นี่แหละ โอเค ผมจะดูแลพี่อย่างดี ด้วยการชวนคุยเป็นระยะๆ พร้อมป้อนลูกอมแก้ง่วง บางเวลาพี่เค้าก็จะคั่นด้วยการโทรหาเมีย โทรหาเมียนี่ช่วยแก้ง่วงได้จริงๆ คอนเฟิร์ม!!!

ลุ้นไม่กี่อึดใจ ก็มาถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างปลอดภัย เรามาก่อนเวลาพอสมควร มีเวลาพอจะเก็บภาพสวยๆ โดยรอบ แถมยังได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทางกันมาอย่างครื้นเครงมากขึ้น ความห่างเหินที่เป็นตอนที่เพิ่งขึ้นรถมาเมื่อเช้า ตอนนี้หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน คนเราบางทีรู้หน้าก็ไม่รู้ใจ เห็นพี่ๆสามคนจากชายแดนใต้หน้าเข้มๆ แล้วนึกไม่ถึงว่าจะอารมณ์ดีกันได้แบบนี้

ส่วนน้องสาวคนที่หนีแม่มาเที่ยวนั้น ก็แสบใช่ย่อย ยอกย้อนพี่ๆผู้ชายได้ทันกัน ดูแล้วไม่แปลกใจเลยที่กล้าจะมาเที่ยวเพียงลำพังแบบนี้ เพราะเธอมีปากเป็นอาวุธชั้นดีนี่เอง ว่าผมเหมือนทหารเวียดนาม เพราะชุด รด. ที่ผมใส่อยู่ ผมเลยให้ไปบอกแม่ว่ามาเที่ยวเนี่ย มากะทหารเวียดนามคนนึง มากะพี่ๆ สามคนจากชายแดนใต้ละกัน ก็บริหารฝีปากกันไปครับ

และแล้วก็ถึงเวลากลับ และต้องแยกย้ายจากกัน คนอื่นๆ ร่ำลาพี่คนขับ ส่วนผมบอกกับพี่คนขับไว้ว่าจะไปช่วยขายแพคเกจที่ถนนคนเดินด้วย เชื่อว่าความประทับใจของผม พร้อมกับรูปสวยๆที่ถ่ายมาจะช่วยกระตุ้นให้คนอยากไปเที่ยวมากขึ้นแน่ๆ ผมกลับเข้าที่พักก่อนเพื่ออาบน้ำแต่งตัว ก่อนออกมาเดินเล่น และหาอะไรทานที่ถนนคนเดิน ก่อนที่จะไปช่วยขายตามที่สัญญาไว้

เดินมาจากที่พักก็จอดเอาร้านแรกที่เห็นซะเลย หิวจัด เห็นอะไรก็น่ากินไปหมดแล้ว เป็นร้านรถเข็นขายอาหารตามสั่งเล็กๆ จะเน้นไปที่ข้าวผัด ผัดไท ข้าวไข่เจียว หิวขนาดนั้นเลยขอทั้งข้าวผัดและข้าวไข่เจียว เบิ้ลไปเลย ขนาดว่าสองจานแล้ว ก็ยังไม่อิ่มนัก แต่เก็บพื้นที่กระเพาะไว้กินอย่างอื่นต่อดีกว่า

ตอนกินๆอยู่ ก็มีคนสะกิดจากด้านหลัง ปรากฎว่าก็เป็นน้องสาวคนไปเที่ยวด้วยกันนั่นเอง สภาพเหมือนเดิมยังไม่อาบน้ำ เธอบอกว่าไปงีบมา ทักกันแป๊บๆ เธอก็ขอตัวไปหาอะไรกินข้างหน้า ถ้ายังเดินๆอยู่ถนนนี้เดี๋ยวคงได้เจอกันอีก

กินอิ่มแล้ว ผมเดินไปหาพี่คนขับที่ร้าน กะว่าจะไปช่วยขาย แต่ที่ไหนได้ไปถึงพี่เค้าบอกว่า สบายแล้ววันนี้ ได้คนครบแล้ว พอดีพี่อีกคันเค้าโอนลูกค้ามาให้ อ้าว แบบนี้ผมก็เลยอดโชว์ความประทับใจให้คนที่ยังไม่ได้ไปได้เห็นเลยสิ ไม่เป็นไร กลับกรุงเทพแล้วมาอวดเพื่อนๆก็ได้

บรรยากาศเย็นๆ พาให้เท้าก้าวไปบนถนนคนเดินอีกครั้ง เป็นคืนที่สองติดต่อกันแล้ว เริ่มรู้สึกคุ้นเคย สัมผัสได้ถึงความชิล ความเป็นกันเอง ของผู้คนที่นี่ คนเที่ยว ต่างมีจุดหมายเดียวกันคือมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่ ความกังวล ความเครียดต่างๆ ถูกทิ้งไว้ที่บ้าน ผู้คนที่นี่เลยมีแต่รอยยิ้ม และแอคสวยๆ เวลาที่ได้อยู่หน้ากล้อง กับฉากหลังน่ารักๆ ที่ร้านรวงต่างๆ จัดไว้ เชื่อว่าแทบทุกวินาทีของถนนสายนี้ต้องมีกดชัตเตอร์ หรือแสงแฟลชวูบวาบตลอดเวลา บางร้านสวยมาก คนถ่ายรูปกันมากจนแทบหาจังหวะโล่งๆ ถ่ายให้เห็นตัวร้านไม่ได้

บรรยากาศแบบนี้ เหมาะเหลือเกินที่จะพาคู่รักมาเดินจูงมือกันไป ไอ้เรามันมาคนเดียวก็อดไม่ได้ที่จะคิดจริงๆ เที่ยวป่า เที่ยวเขา ยังไม่เท่าไร มาเดินถนนปาย เห็นหนุ่มสาวเป็นคู่ๆ แล้วมันเหงาพิลึก เฮ้อ คราวหน้าผมจะไม่มาคนเดียวละ คอยดู ฝากไว้ก่อนเถอะปาย

เดินไปสายตาก็มองๆ หาน้องสาวคนนั้น ในใจคิดว่าถ้าเจออีกครั้ง จะขอเดินไปด้วยกันละ จะต่างคนต่างเดินคนเดียวทำไม อย่างน้อยก็มีคนถ่ายรูปให้แหละน่า และแล้วก็เจอเข้าจนได้ ที่ร้านโปสการ์ดชื่อดัง เธอยืนเลือกโปสการ์ดสวยๆอยู่ ผมดีใจเล็กน้อย ถามไปว่าเลือกได้ยัง เธอตอบมาว่า เออพี่ เจอเพื่อนแล้วแหละ สบายแล้ว อ้าว... ว่าจะมาชวนเดินไปด้วยกันอยู่พอดี อดเลย

เธอยังก้มหน้าก้มตาเลือกต่อไป ผมค่อยๆเดินจากมาโดยไม่ได้ร่ำลาอะไร บอกแล้วว่ากินข้าวอย่ากินให้อิ่มเกิน ให้มันเหลือความอยากไว้บ้าง กะว่าจะกลับที่พักแล้ว ระหว่างทางนึกจะเดินย้อนไปหลายครั้ง มันก็มีเพียงสองคำตอบว่าเดินกลับไป หรือไม่ สุดท้ายใจมันเลือกที่จะไม่ แล้วก็กลับเข้าที่พักดีกว่า จบกัน แทนที่จะได้เป็นพระเอกปายอินเลิฟกะเค้าบ้าง

จริงๆ ก็เขียนให้มันเวอร์ๆไปอย่างนั้นแหละครับ เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรมาก แค่เสียดายที่ไม่มีเรื่อง แหมถ้ามีเรื่องรักๆใคร่ๆ เข้ามาอีกน้อยทริปนี้คงสุดยอดกว่านี้ แต่แค่นี้นี้ก็ดีมากมายสำหรับผมแล้ว บอกแล้วว่าอย่ากินอิ่มเกิ๊น

( พี่คนขับที่แสนจะประทับใจ ไปปายอีกคราวไหนจะไปเยี่ยมนะครับ )

ผมเลือกกลับเข้าที่พักแล้วอาบน้ำอีกครั้งเพื่อเข้านอนดีกว่า คิดไว้ว่าพรุ่งนี้จะตื่นเช้าอีกครั้ง จะไปขี่จักรยานฝ่าความเย็นยะเยือก ไปวัดน้ำฮู และหมู่บ้านสันติชนที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 3 - 4 กิโลเมตร ตั้งใจไว้ว่าพระอาทิตย์เริ่มจะขึ้นก็จะออกเดินทางทันที คืนนี้ขอนอนพักแล้วครับ เป็นวันที่ทรหดอดทนอีกวันหนึ่ง ... ฝันดีนะน้องสาว