วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Dont tell my mother that I reach Vietnam #6 ... ดีแค่ไหนแล้วที่ได้เกิดเป็นคนไทย

( ตอนกินอร่อยดี ตอนคิดตังค์เหมือนโดนปล้น )

ตีหนึ่งแล้ว ผมลงจากห้องเพื่อมารอขึ้นรถ เพราะไม่แน่ใจว่าที่บริษัททัวร์บอกว่าจะมารับถึงที่ปลุกถึงห้องนั้นจะจริงหรือ ไหนๆก็ไม่ได้นอนก็ลงมารอหน้าโรงแรมดีกว่า ผมลงไปนี่ทุกคนหลับหมดแล้ว แม้แต่เด็กเฝ้าโรงแรมที่คุยกันตอนหัวค่ำว่าจะรอผม ก็ไม่เห็น เดินมาเปิดประตูเองในความมืด สงสัยถ้ารถมาจริงคงต้องคืนกุญแจเช็คเอ้าท์ด้วยตัวเองแล้วมั้ง

( เฝอหมู เพิ่มไก่อีกชิ้น )

ตีหนึ่งครึ่งก็แล้ว รถก็ยังไม่มา ในใจก็เริ่มหวั่นไหวอีกแล้ว ว่ามันจะเบี้ยวเรารึเปล่า ฝรั่งที่รออยู่ถัดไปอีกโรงแรมหนึ่งเข้ามาบ่นกับผมอย่างออกอารมณ์ ผมพยายามบอกให้ใจเย็นๆ โมโหไปก็เท่านั้น ที่นี่เวียดนามครับ ถ้าเอาบริการดีกว่านี้ ต้องไปเมืองไทยครับ ถือโอกาสโฆษณาการท่องเที่ยวไทยซะเลย

( แหนมเนือง 1 ชิ้น กุ้งพันอ้อย 1 ไม้ )

ผมว่าระบบการให้บริการการท่องเที่ยวที่มีมีปัญหาจริงๆ แม้พนักงานบางส่วนจะพยายามให้การบริการเพียงใด แต่ด้วยตัวโครงสร้างเองมันมีปัญหา ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวกสะบาย เช่นรถที่วิ่งระหว่างเมืองแบบนี้ ดูเหมือนว่าการไปรับถึงโรงแรมนั้นจะเป็นเรื่องดี แต่มันก็ทำให้รถสายไปเรื่อยๆ เพราะแขก 1 คน ก็ใช้เวลามากน้อยต่างกันไป สู้ให้ทั้งหมดเดินทางไปขึ้นรถที่จุดเดียวกันไปเลยดีกว่า ไม่เลทไม่ผิดพลาดด้วย

( กาแฟของฝากกับถ้วยชง ราคาไม่แพงหอมน่ากิน )

และเวลาเดินรถก็ต้องปรับปรุง ทางไม่ไกลแบบนี้ ให้ขึ้นรถตอนตีหนึ่งกว่าๆ ถึงที่หมายเช้าตรู่ ดูไม่น่าพิสมัยจริงๆ ควรมีรถรอบเย็นประมาณ 5-6 โมงเย็นถึงที่หมายซัก 3-4 ทุ่ม แขกจะได้หาที่พักในคืนนั้นได้ โรงแรมก็ได้ที่พักอีกหนึ่งคืนเช่นกัน

ผมรู้สึกว่า การท่องเที่ยวเวียดนามนั้นเหมือนต่างคนต่างทำ เอกชนทำกันเอง ทั้งรถ โรงแรม โดยมีบริษัททัวร์เป็นด่านหน้า ทุกอย่างมารวมศูนย์ที่นี่ แต่นี่อาจนับได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่เป็นแบบเฉพาะตัวของที่นี่ สำหรับเมืองไทยก็เป็นอีกแบบที่การท่องเที่ยวเหนือชั้นระดับโลกไปแล้ว นักท่องเที่ยวเลือกการเดินทางเองได้หลายรูปแบบ แทบไม่ต้องง้อบริษัททัวร์ท้องถิ่น

( บรรยายความก่อนเข้าชมอุโมงค์จริง )

บนรถทัวร์ก็เต็มไปด้วยปัญหาที่ไม่ได้แก้ยากเย็นอะไรเลย แค่ระบุที่นั่งซะทุกอย่างก็จบ แต่นี้ไม่ระบุใครมาก่อนขึ้นก่อน และพอมีปัญหาก็ให้คนรถเป็นคนแก้ แถมคนที่ผมขึ้นนี้ยังมีประเภทเพื่อนคนรถขึ้นมาแบบตั๋วฟรีอีก เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ

ผมหลับได้เพราะความอ่อนล้าที่เจอมาทั้งวัน ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยแสงตะวันแยงตา เข้าเขตตัวเมืองไซ่ง่อนแล้ว นั่งรถชมวิวไซ่ง่อนแบบนี้ทำให้รู้ว่าไซ่ง่อนไม่ได้มีแต่เขตแหล่งท่องเที่ยวกลางเมืองซึ่งถือเป็นโซนหนึ่งของเมืองเท่านั้น รอบเมืองออกไปดูเจริญเข้าใกล้กรุงเทพมาติดๆ ไม่นับรวมสีลมสาธรแถบนั้นนะครับ

( สาวฝรั่งขอโชว์มุดอุโมงค์ )

เช้าวันนี้ที่ไซ่ง่อนผมเดินไปตลาดเบนถานอีกครั้งเพื่อหาของกิน และซื้อกาแฟไปฝากที่บ้าน เลือกเอาร้านที่กำลังปรุงใหม่ๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะเจอเรื่องเสียความรู้สึกอีกแล้ว ผมดูเมนูคร่าวๆ เห็นว่า เฝอชามนึงก็ประมาณ 3 หมื่นด่อง ผมสั่ง 1 ชาม เห็นไก่ย่างเพิ่งลงจากเตา เลยสั่งไก่มา 1 ชิ้นเล็กๆ กับแหนมเนือง 1 ไม้ และกุ้งพันอ้อย 1 ไม้ น้ำผลไม้ปั๋น 1 แก้ว น้ำดื่ม 1 ขวด คิดว่าอย่างมากก็ 1 แสนด่อง เอาเข้าจริงโดนไป 1 แสน 7 หมื่น 250 บาทไทย ผมขี้เกียจถือสาหาความไล่เบี้ย เราผิดเองที่ไม่ถามราคาก่อน เซ็งครับ หาที่ทิ้งระเบิดใส่ตลาดมันดีกว่า

( หนุ่มฝรั่งคนนี้บ้ามวยไทย )

ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย ผมยังมีทริปเหลืออีกหนึ่งทริปในวันนี้ เป็นทริปเดินทางไปอุโมงกู๋จี อุโมงค์ที่ฝ่ายเวียตกง และคนท้องถิ่นขุดไว้เพื่อหลบภัย และต่อต้านกองกำลังสหรัฐในสงครามเวียดนาม มีความยาวกว่า 250 กิโลเมตรใต้ผืนแผ่นดิน มีไกด์ชาวเวียดนามคอยอธิบายความเป็นภาษาอังกฤษ ฟังง่ายกว่าฝรั่งพูดภาษาอังกฤษเยอะ

ไกด์บอกความเป็นมาของอุโมงค์นี้ และวิธีที่อเมริกาพยายามจะทำลายอุโมงค์แห่งนี้ ทั้งสูบน้ำมาเทใส่อุโมงค์ จุดไฟเผา เอาหมาดุๆ ลงไปในอุโมงค์ แต่ก็ไม่สำเร็จ และก็ต้องพ่ายแพ้ไป ด้วยความรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวบ้านและกองกำลังเวียตกง บวกกำความชำนาญพื้นที่ และกลวิธีการรบแบบกองโจร ที่ทำให้กำลังทหารของมหาอำนาจสิ้นท่า

( รูปนี้เห็นในเว็บหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้มาถ่ายเอง )

มาทริปนี้ได้ฟังเรื่องราวของคนเวียดนามที่ต้องผ่านสงครามมายาวนานหลายทศวรรษ ตั้งแต่ขับไล่ฝรั่งเศษ สงครามโลก ขับไล่ญี่ปุ่น ขับไล่อเมริกา สุดท้ายก็รวมชาติได้ แม้จะไม่ได้เป็นประชาธิปไตย อย่างที่ใครๆในโลกล้วนนิยมชมชอบ แต่ผมว่าลึกๆแล้วคนเวียดนามก็คงภูมิใจที่มีวันนี้ 30 กว่าปีก่อนประเทศบอบช้ำแทบไม่เหลืออะไร แต่วันนี้ เมืองใหญ่อย่างไซ่ง่อน กำลังหายใจรดต้นคอเมืองประชาธิปไตยอย่างกรุงเทพ อะไรคือสิ่งที่ควรให้ความนิยมหรือ ระบอบที่เค้าว่ากันว่าดี หรือคนในชาติเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกันแน่

( เข็มกลัดเล็กๆบนหมวกเครื่องหมายเวียดกง ผ้าพันคอไว้กันแก๊สพิษ และรองเท้ายางพารา สัญลักษณ์ของเครื่องแบบทหารเวียดกง )

ประเทศเราไม่ต้องเจออะไรที่หนักหนาขนาดนี้ แต่ก็ยังมีขัดแย้งกันแทบตลอดเวลา หรือว่าเราจะต้องเจออะไรหนักๆแบบนี้ถึงจะรวมใจกันได้ ต้องเจ็บก่อนแล้วถึงจะจำกันได้ใช่มั้ยครับ

ความนิยมข้อเดียวที่ผมเห็นในตัวคนเวียดนามก็คงเป็นตรงนี้ ที่เพียง 30 กว่าปี ก็มาทาบประเทศเราได้แล้ว แต่โดยรวมๆ แล้วจะให้มาอยู่ที่นี่ก็คงไม่เอาหรอกครับ จะดีจะร้าย เมืองไทยก็อบอุ่นกว่า คนส่วนใหญ่ยังมีน้ำใจให้กันมากกว่า

ที่สำคัญสาวไทย สวย น่ารักที่สุดในโลกครับ

ผมจบทริปช่วงบ่ายตามกำหนดเวลา นั่งรถเมล์ 152 สายเดิมกลับไปสนามบิน เหลือเงินติดกระเป๋าเป็นเงินด่องเพียง 1000 ด่อง หรือประมาณ 1.50 บาทไทย ใช้เงินได้พอดีตามงบจริงๆ

ขอบคุณที่ติดตามรับชมครับ

Dont tell my mother that I reach Vietnam #5 ... วัดพลังกายใจที่ทะเลทรายมุยเน่

นอนคิดถึงเธออยู่นานกว่าจะหลับ ตื่นเช้าขึ้นมาก็คงต้องมองต่อไปข้างหน้า เช้าวันนี้ผมต้องลาดาลัตแล้วมุ่งหน้าไปมุยเน่ เขตหนึ่งในจังหวัดฟานเทียต เมืองตากอากาศอีกเมืองของเวียดนามแต่เป็นแนวทะเลและชายหาด น่าจะเทียบได้กับชะอำหัวหินบ้านเรา กำหนดการคือออกเวลา 7.30 น. ถึงมุยเน่ บ่ายโมง

( ถนนจากดาลัตไปมุยเน่ )

ทางออกจากดาลัตไปมุยเน่ ต้องลัดเลาะลงเขาไป ใกล้ถึงทางราบก็พบกับวิวสวยๆสองข้างทาง เป็นเขาอยู่ไกลลิบๆ เบื้องหน้าเป็นเพียงถนนเส้นเล็กแต่สวยงามทอดไปในพื้นที่โล่งกว้าง ที่เกาะกลางปลูกไม้ประดับเล็กๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าบ้านนี้เมืองนี้ยังคงมีกลิ่นอายของฝรั่งเศสหลงเหลืออยู่ในทุกๆที่ที่ไป

( ลัดเลาะขึ้นเขาลงเขา )

หลับบ้างตื่นบ้าง ชมทิวทัศน์พร้อมซาวด์แทรคภาษาอังกฤษซึ่งเป็นเสียงของฝรั่งหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เพิ่งเจอกันบนรถนี้จีบกันอย่างออกรสชาดให้คนบนรถอิจฉาเล่น 11 โมงกว่าๆ ก็ถึงที่หมาย เป็นอีกครั้งที่กำหนดการเดิมใช้ไม่ได้แล้ว ใครจะไปเที่ยวเวียดนาม แล้วนั่งรถไปเมืองต่างๆ คงต้องคำนวณเวลาใหม่ เหตุน่าจะเป็นเพราะถนนหนทางดีขึ้น ระยะเวลาเดินทางน้อยลง ร่นไปได้เที่ยวละชั่วโมงกว่าๆ

( ที่ท่ารถใหม่ ท่ารถเดิมที่มีข้อมูลน่าจะปิดซ่อมอยู่ อยู่ไกลกันมากผิดแผนไปเยอะ )

ถึงมุยเน่ ลงรถที่ท่ารถเดียวกับที่จะขึ้นรถกลับไปไซ่ง่อนคืนนี้ ทีแรกผมไม่คิดจะเป็นโรงแรมสำหรับแค่ครึ่งคืนในวันนี้ คิดว่าเที่ยวทะเลทรายเสร็จกลับมาเดินเล่นแป๊บๆก็ตีหนึ่ง เวลาขึ้นรถกลับแล้ว เลยขอฝากกระเป๋าไว้ที่เค้าท์เตอร์ท่ารถนั้น ซื้อแผนที่มุยเน่ 1 ฉบับ เท่านี้ก็เรียบร้อย

ยังไม่เข็ดกับบทเรียนเรื่องสเกลในแผนที่ แผนที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่มันจะมีอัตราส่วนไม่สมจริง มักจะเน้นแหล่งท่องเที่ยวและโรมแรมใหญ่ๆซะมากกว่า ผมไม่สนยังคงใช้การเดินเป็นหลักเหมือนเดิมและคิดว่า ถ้าหมดแรงก็โบกมอเตอร์ไซค์เอาละกัน

( มื้อแรกที่มุยเน่ ของคุ้นเคย ทานกับต้มแซบปลาทู )

แต่อันดับแรกนี้ขอเติมพลังก่อนด้วยมื้อเช้าที่ร้านที่คนเวียดนามเข้าไปกินกันมากทีเดียว ท่าทางจะอร่อยและไม่แพง ผมสั่งตามคนเวียดนามโต๊ะข้างๆ ได้มาเป็นข้าว 1 จาน ไข่เจียว ไก่ทอด ผักดองและ ต้มแซบปลาทู คุ้นลิ้นคนไทยครับ

เต็มอิ่มเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทาง ไปจุดแรกที่ น้ำตกแฟรี่ ไม่ไกลนักแต่อากาศร้อนจัดแดดแรง ผมใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างดีกว่า โดนไป 2 หมื่นด่อง เท่านี้ไม่เท่าไหร่ ที่เจ็บใจคือไปโดน กลุ่มเด็กวัยรุ่นเจ้าถิ่นที่ตั้งแก๊ง ดักนักท่องเที่ยวอยู่ที่ทางเข้าน้ำตก ทำที่จะเป็นคนนำทางให้ ผมก็รู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวจะต้องทิปมันซักหน่อย ซัก 5 หมื่นด่องก็น่าจะพอ เพราะเดินเข้าไปน้ำตกกลับมาก็ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

( แฟรี่สตรีม ที่มุยเน่ ไอ้เด็กกางเกงแดงนั่นแหละครับทำเสียความรู้สึกมากๆ)

แต่พอเอาเข้าจริง เด็กเหลือขอคนนี้กลับทำสิ่งที่นักท่องเที่ยวอย่างผมเกลียดนักหนาคือการเรียกร้องอะไรที่มันเกินไปมากๆ เดินนำไปนำกลับแค่นี้ จริงๆไม่ต้องมีก็ได้ ไอ้เราก็เห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มจะให้ตังค์ใช้ มันกลับจะเรียก 2 แสนด่อง หรือ 300 บาทไทย

ในใจก็โมโหอยู่ แต่ว่าเห็นแล้วว่าที่ทางเข้ามานั้นมีพวกมันอยู่ 10 กว่าคน ขืนพูดอะไรไปไม่มีคงมีหวังไม่ได้กลับบ้าน ก็ได้แต่ต่อรอง และบอกมันว่าเราก็ไม่ได้รวย และยังต้องเหลือตังค์ไว้ใช้อีกสองวัน สุดท้าย ก็ให้มันไปอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก ซึ่งก็น่าจะมากพออยู่แล้ว กับงานสบายๆแค่นี้ เสียความรู้สึกที่สุดในทริปนี้เลยครับ ใครจะไประวังหน่อยแล้วกันครับ พวกฝรั่งนกรู้ ไม่เห็นใช้บริการเด็กพวกนี้ซักคน เรื่องความเคี่ยวนี่ต้องยกให้พวกฝรั่งแบ๊กแพ๊คจริงๆ

( ช็อตนี้ชอบครับ ไทย เวียตนาม ฝรั่ง ข้างหลังเป็นหมู่บ้านชาวประมง )

วิวที่น้ำตกแฟรี่ จริงๆน่าจะเรียกว่าลำธารแฟรี่มากกว่า เพราะจริงๆก็ไม่ค่อยมีใครเดินไปถึงน้ำตกเพราะไกลมาก วิวสองข้างดูแปลกตาดีครับ เป็นหินปูนตัดกับทรายแดง มีลำธารไหลผ่านตกกลาง อะไรๆก็ดียกเว้นมาเสียความรู้สึกกับไอ้เด็กพวกนี้แหละครับ

วิวสวยแต่หมดอารมณ์แล้ว ไปที่อื่นดีกว่า ที่หมายต่อไปคือทะเลทรายแดง ก่อนหน้านี้หาข้อมูลมาก็ว่าไม่ไกลอีกนั่นแหละ สงสัยผมคงอ่านข้ามไปว่าไอ้ที่ไม่ไกลน่ะเค้านั่งรถหรือเปล่า ไอ้เราใช้การเดิน เดินไปเดินไปเหมือนจะถึงแต่ก็ไม่ถึงซักที สุดท้ายก็ต้องพึ่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกครั้ง เพราะรู้ตัวว่าพลังงานใกล้หมดแล้ว

( เรือประมงนับพันจอดพักริมอ่าว )

คราวนี้โดนไปอีก 4 หมื่นด่อง แพงเอาการ ทางก็ไกลอยู่ เดินไม่ถึงแน่นอน ถนนที่นำเราไปถึงทางเข้าทะเลทรายจะอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ส่วนถนนที่ผมเดินลัดเลาะมาจะอยู่ริมทะเล เทียบกับในแผนที่แล้ว ผมเลยมีความคิดพิเรนอีกครั้งที่จะเดินตัดทะเลทรายจากทางเข้า มาออกที่ถนนติดทะเล

ที่ทางเข้าทะเลทราย มีเด็กๆ หลายสิบคนคอยให้บริการแผ่นสไลเดอร์ พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว สงสัยจะจับอาชีพนี้มานาน ผมเดินผ่านไปซักพักจากจุดที่มีคนมากๆ คนเริ่มน้อยลง และในที่สุดผมก็รู้ตัวแล้วว่าเป็นมนุษย์คนเดียวในทะเลทรายแห่งนี้

( ชั่วโมงแรกในทะเลทรายยังหลั่นล้า )

ณ. เวลานั้นบ่ายสองกว่า แดดแรงจัด แต่พลังกายพลังใจยังเหลือเฟือ ยังคงเล่นกล้องถ่ายภาพมุมต่างๆในทะเลทรายอย่างตื่นตาตื่นใจ ผมยังมั่นใจอยู่ว่าจะเดินตัดไปให้ได้ เพราะมองไปไกลๆ ก็ยังเห็นทะเลโอบล้อมพื้นที่ทะเลทรายนี้ แถมยังอุ่นใจเมื่อยังมีรอยเท้าคนให้เห็นเบื้องหน้าเราอยู่ แปลว่ามีคนเดินผ่านทางนี้มาก่อนแล้ว

ผ่านไปชั่วโมงเต็มๆ น่าจะซักครึ่งทางได้แล้ว อยู่ๆรอยเท้าก็หายไป ผมสังเกตที่รอยเท้าให้ดีอีกครั้งมันเป็นรอยที่เดินกลับจากจุดนี้ ผมคิดอีกครั้งว่าจะเอาอย่างไร เดินกลับทางเดิมก็ชั่วโมงนึง ไปต่ออีกครึ่งก็น่าจะชั่วโมงนึง ผมเลือกที่จะเดินไปต่อ เป็นรอยเท้าแรกบนผืนทะเลทรายแห่งนี้

( บริการสไลเดอร์ )

เดินไปเรื่อยๆ ความรู้สึกเริ่มสับสน ความกลัวเริ่มย่างกลายเข้ามาหา การอยู่คนเดียวในสถานที่อย่างนี้ มันกำลังวัดกันระหว่างความกลัวและความกล้า ความคิดแวบมาเรื่อยๆ ว่าถ้ามันมีงูหรือแมงป่อง สัตว์มีพิษในทะเลทรายอย่างที่เคยเห็นในสารคดีมากันจะทำไง ร้องให้ใครช่วยก็ไม่มีใครได้ยินแล้ว ผมตัดสินใจใส่รองเท้าผ้าใบเพื่อป้องกันไว้ดีกว่า แม้จะทำให้รองเท้าแทบพังในเวลาต่อมา

พยายามไม่คิดอะไรและมุ่งหน้าตรงไปอย่างเดียว ไม่เหลือความสนุกตื่นเต้นแล้ว ตอนนี้คิดแต่เอาตัวรอดออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดอย่างเดียว สปีดเต็มที่เวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงแล้วที่ผมอยู่ในทะเลทรายนี้ ไอแดดแผดเผา เหงื่อท่วมตัวผสมกับตามแขนขา และรองเท้า นี่มันนรกชัดๆ

( รอยเท้าเบื้องหน้า ผ่านไปครึ่งทางไม่มีให้เห็นแล้ว )

แล้วผมก็มีความหวังขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นถนนอยู่รำไรๆ ผมวิ่งไม่คิดชีวิตฝ่าดงหญ้าที่ขอบทะเลทรายออกไป ที่วิ่งก็เพราะเท่าที่ดูสารคดีบ่อยๆ สัตว์มีพิษมักจะซ่อนตัวอยุ่ตามพงหญ้าเหล่านี้ วิ่งไม่คิดอะไรอีกแล้ว

มาถึงถนน ก็ไม่รู้ว่าเป็นถนนอะไรในแผนที่ รถก็ไม่มีผ่านมาซักคน อีกฟากของถนนเป็นหมู่บ้าน มองข้ามหมู่บ้านไปก็จะเห็นทะเล ตามเซ้นส์แล้วถ้าเดินตัดหมู่บ้านนี้ไปก็น่าจะเจอถนนเลียบทะเลที่ผมเดินมาตอนขามา ผมตัดสินใจเดินตัดหมู่บ้านริมทะเลทรายนี้เข้าไป

พึ้นที่ในหมู่บ้านยังคงเป็นทรายเหมือนทะเลทรายที่ผมเดินข้ามมา มีรั้วเป็นตะบองเพชร ไม้มีหนามชนิดต่างๆ ไม่มีถนน เป็นทรายล้วนๆ และที่สำคัญผมพบกับศัตรุตัวฉกาจ นั่นคือหมาที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้บ้านละหลายๆตัว รุมเห่าคนแปลกหน้าอย่างผม จนคนในหมู่บ้านแตกตื่น ผมพยายามสื่อสารว่าผมหลงทางและจะหาทางไปถนน ชาวบ้านบางคนรุ้เรื่องก็คอยชี้บอกทางให้ นึกในใจไม่ตายที่ทะเลทรายจะมาโดนหมารุมกัดตายมั้ยเนี่ย

และท้ายที่สุดผมก็มาถึงถนนจนได้แม้จะไม่ใช่เส้นเดิมที่ผมเดินตอนขามา แต่ก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ เลยจ้างให้พาไปที่ท่ารถ ด้วยราคา 5 หมื่นด่อง ในที่สุดก็รอดมาได้

มาถึงท่ารถ คงทนสภาพตัวเองแบบนี้ไม่ไหวแล้ว แรกทีเดียวจะไม่เปิดโรงแรมก็จำใจต้องเปิดแล้วเพื่อจะได้อาบน้ำ และนอนรอขึ้นรถตอนตี 1 โดนค่าโรงแรมไปอีก 9USD เงินที่ว่าเหลือๆ ชักไม่เหลือซะแล้ว

ทรมานเหลือทน มองตัวเองในกระจกแล้วสมเพท บวกสมน้ำหน้าในความพิเรนที่ทำไปในวันนี้ ตัวไหม้เกรียมอย่างเห็นได้ชัด กว่าจะจัดการทรายจากเสื้อผ้ารองเท้า หมดไปเป็นชั่วโมง อาบน้ำเรียบร้อยก็ทุ่มกว่า กะว่าจะออกมาหาอะไรกิน และก็ได้พบกับความจริงที่ว่า เมืองนี้ปิดหลังพระอาทิตย์ตก คือต่างคนต่างเข้านอน ไม่มีผับเทคบาร์ให้บริการ ถนนเงียบเชียบมีเพียงร้านเฝอเล็กๆ ก็ใกล้จะเก็บร้านแล้วเช่นกัน ขอให้คนขายทำให้ทาน 1 ชามเป็นพิเศษ และก็ได้รู้ว่าหากจะเที่ยวกลางคืนก็ต้องไปเมืองติดกันอย่างฟานเทียต ที่นี่ไม่มี

กลับมาห้องเปิดทีวีดู ทีวีที่นี่เป็นเคเบิ้ลที่รับได้ทั้งช่องจากจีน อารีรังเกาหลี เอชบีโอ รวมถึงบางช่องจากทรูวิชั่น ละครเวียดนามกลับมีน้อยกว่า ซี่รี่ส์จากจีนเกาหลีที่เอามาพากย์เวียดนามแบบใช้คนๆเดียวอ่านคำแปลให้ฟัง แปลกดีครับดูแบบนี้ก็รู้เรื่องกันด้วย

นั่งๆนอนๆซักพัก หยิบปากกาขึ้นมาจดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทริปนี้บ้างกันลืม ก็ใกล้เวลาขึ้นรถกลับไปไซ่ง่อนแล้ว

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนจบครับ

Dont tell my mother that I reach Vietnam #4 ... เทวดากับนางฟ้า บนสวรรค์ที่ดาลัต

( ที่วงเวียนศูนย์กลางดาลัตยามค่ำคืน )

ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ใกล้ 6 โมงเย็นแล้ว รีบอาบน้ำแต่งตัวอีกครั้ง เพื่อไปดูบรรยากาศยามราตรีในดาลัต จุดที่เป็นศูนย์รวมยามค่ำคืนที่นี่ยังคงเป็นบริเวณโดยรอบตลาด ที่ยามเย้าเป็นตลาดสดทั่วไป ตอนกลางคืนแปลงสภาพเป็นตลาดนัด ถนนคนเดิน คนที่มาเดินก็เปลื่ยนไปจากแม่บ้านในตอนเช้า ตอนค่ำๆแบบนี้ กลับเป็นวัยรุ่นถึงวัยทำงาน แบบนี้แหละครับที่ผมอยากสัมผัสนักหนา

( มองจากมุมบนรอบๆ ตลาดดาลัต )

อากาศหนาวๆอย่างนี้ ผู้คนต่างใส่เสื้อกันหนาวแฟชั่นสวยๆมาอวดโฉมกัน น่าอิจฉาแทนคนกรุงเทพ ที่แม้จะมีปัญญาซื้อเสื้อกันหนาวสวยๆแพงๆ แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เอาออกมาใส่ คนที่นี่ซื้อเสื้อกันหนาวได้ในราคาถูก ตัวละ 100 กว่าบาทสำหรับเสื้อใหม่ ไม่กี่สิบบาทสำหรับมือสอง ยี่ห้อก็อบแบรนด์เนมมาก็มี หนุ่มสาวก็เดินควงกันท่ามกลางลมหนาว ที่เด็กลงมาหน่อยก็เดินกันเป็นกลุ่มๆ ชมสินค้าที่วางขายกันกับพื้น

หิวก็มีอาหารให้เลือก มากกว่าตอนเช้าซะอีก ทั้งอาหารประจำชาติอย่างเฝอ ไฮโซหน่อย ก็เป็นเฝอหม้อไฟ หรือจะโลโซ กินมันเผา ไข่ปิ้ง มีร้านเนื้อสัตว์สารพัดย่าง บรรยากาศคล้ายที่ประเทศจีน แต่ที่คนเวียดนามชอบมากๆเห็นจะเป็นอาหารทะเลลวกย่าง หนุ่มสาวนั่งกินกันเป็นโต๊ะใหญ่ริมทางเท้า ผมลงเอยที่ผัดมาม่า เพราะคิดไม่ถึงว่าไอ้คริสปี้นู้ดเดิ้ลที่เห็นในเมนูมันคือมาม่า เอามาผัดกินกับผักแกล้ม มาซะไกล กินมาม่าเหมือนอยู่เมืองไทย

( สถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี ใกล้ๆกับตลาด )

สุดท้ายทางกลับที่พักแวะกินน้ำเต้าหู้ร้อนๆ มองจากมุมกล้องนี้ลงไป ชอบแบบไร้เหตุผล ตลาดนัดกลางคืนอย่างนี้แหละที่อยากมาเห็น มาสัมผัส พรุ่งนี้คงมาเดินอีกรอบ วันนี้ด้วยความล้า กลับที่พักตั้งแต่ยังไม่ดึกมากนัก

เช้าวันที่สองในดาลัต ผมตื่นเช้ากว่าเดิมเพราะเมื่อคืนนอนเต็มที่ และออกเดินทางแต่เช้า เพื่อไปจุดหมายที่อยู่นอกเมืองออกไป คือ วัดเซน Tac Lam ที่อยู่บนเขา และน้ำตกดาตันลา ที่อยู่ห่างกันไม่มากนัก

( สุดท้ายจบที่มาม่าผัด ผักเยอะดีครับ )

ผมยังคงใช้การเดินเป็นหลักเหมือนเดิม วันนี้ท่าทางแดดจะแรงกว่าเมื่อวาน เลยจัดการซื้อหมวกแบบชาวเวียดนามมาใส่ให้เหมือนคนที่นี่ หมวกนี้ก็นับเป็นภูมิปัญญาที่เหมาะกับประเทศนี้ เพราะมีทั้งแดดที่แรง ฝนก็มาก มีหมวกงอบปีกกว้างๆ แบบนี้กันได้ทั้งแดดทั้งฝน เอาเชือกผูกติดคอซะ ไม่ปลิวไปตามลม

เป็นอีกครั้งที่แผนที่ทำพิษ ด้วยความที่ไม่ละเอียดและไม่สเกล ทำให้ผมกะระยะพลาดไปหมด เดินไปถึงทางออกนอกเมืองก็รู้สึกเลยว่า ไม่ไหวแน่ๆ ถ้าจะเดินไปถึงวัดบนเขา เลยต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกครั้ง จำได้ว่าให้ไป 40000 ด่อง ขับไปไกลมากๆ แถมยังลัดเลาะขึ้นเขาไปอีก คิดถูกจริงๆ ถ้าเดินมาไม่มีทางถึงแน่

( เนื้อปิ้งย่าง อาหารยอดฮิต ถนนคนเดิน )

ถึงวัดเซน บรรยากาศร่มรื่น มีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปมากมาย มุมสงบให้ทำสมาธิแบบเซน ไว้พระไหว้เจ้าให้จิตใจสงบ ที่ข้างวัด มีบริการเคเบิ้ลคาร์ นั่งข้ามเนินเขาไปอีกฟากหนึ่ง สนนราคา 5 หมื่นด่องรอบเดียว 7 หมื่นด่องไปกลับ ไม่รู้ว่าผมจำผิดมารึเปล่าว่าต้องนั่งรอบเดียวไปลงอีกฟากแล้วเดินไปน้ำตกดาตันลาได้

( น้ำเต้าหู้ร้อนๆก่อนเข้าที่พัก )

และแล้วความจริงก็ปรากฎ ผมจำผิดหรือข้อมูลในเนตผิดก็ไม่รู้ ที่ถูกคือต้องนั่งเคเบิ้ลคาร์กลับมาที่วัด จึงเดินไปต่อที่น้ำตกได้ ไม่ไกลนัก แต่พอนั่งมาแค่รอบเดียวมาลงอีกฟาก คราวนี้ก็มึนสิครับ เดินลงจากเคเบิ้ลคาร์ลงมาก้อทางลงเขาไปเรื่อย มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาถามผมว่าจะไปไหน ผมก็ชี้แผนที่ให้ดู เค้าก็แปลกที่ไม่เรียกขึ้นรถ แต่ดันชี้ให้เดินลงเข้าไป ผมก็คิดว่ามันใกล้ๆ เลยเดินลงไป

แดดตอนนั้นก็แรงมาก เดินมาครึ่งชั่วโมงแล้วถ้าใกล้อย่างที่ว่าก็น่าจะถึงแล้ว ผมเริ่มเคว้ง รอโบกมอเตอร์ไซค์เผื่อจะผ่านมาทางนี้ เวลาต้องการกลับไม่มีให้เห็นซักคัน ข้างหน้าผมเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่ คนขับเดินวนไปมาอยู่แถวนั้น ในใจคิดว่าคงเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมรีบเดินตรงเข้าไปหา

( เช้าๆ ที่อีกฟากหนึ่งของดาลัต เป็นโซนที่อาคารเป็นแบบฝรั่งเศส )

ชี้ตำแหน่งให้ดุบอกว่าจะไปน้ำตกดาตันลา เค้าก็กวักมือให้ขึ้นรถทันที ผมชี้ไปที่กระเป๋าตังค์พร้อมถามว่าฮาวมัช กลับได้คำตอบที่ตื้นตันใจว่า โน่ แล้วโบกมือแสดงให้เห็นว่าไม่ต้อง เค้าจะพาไปส่งให้ฟรีๆ นับเป็นน้ำใจงามๆ ครั้งแรกที่ผมได้รับที่เวียดนามนี้ ผมขอเรียกชายคนนี้ว่าเป็นเทวดาของผมที่ดาลัตนี้ ทำให้ผมชุ่มฉ่ำหัวใจจริงๆ

นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์มาเกือบสิบนาที ไกลเอาการเลยครับ สรุปได้ว่ามันอยู่ทางเดียวกับวัดเซนนั่นเอง ถ้านั่งเคเบิ้ลกลับมาแล้วเดินต่อป่านนี้ก็ถึงไปแล้ว บทเรียนสำคัญเลย คราวหลังต้องแม่นข้อมูลกว่านี้

มาถึงน้ำตก ไฮไลท์สำคัญคือการเล่นรถบนรางไฟฟ้า ประมาณรถไฟเหาะ ลัดเลาะลงไปน้ำตกด้านล่าง อีกคนละประมาณ 5 หมื่นด่อง จะสนุกกว่านี้ถ้าไม่มีฝรั่งโรคจิตคอยขับชนจากด้านหลัง ประเทศเจริญแล้วคนไม่ได้เจริญตามด้วยจริงๆ

( มุมหนึ่งในวัดเซน )

น้ำตกสวยครับ แต่ก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจอะไรนัก เมืองไทยมีมากมาย ผมกลับไปสนใจคนที่มาเที่ยวซะมากกว่า ทำตัวเป็นปาปารัซซี่แอบถ่ายซักพัก ก็เห็นสาวคนหนึ่งผ่านหน้าจอที่กล้อง สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นทีเดียว เธอมองมาที่ผมตอนที่ยกกล้องขึ้นถ่ายพอดี ถ้าทางเธอจะรู้ว่าผมแอบถ่าย แต่ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ซะ

ผมเดินลงไปประจัญหน้าเธออีกครั้ง ดูเหมือนเธอจะมากับเพื่อนเพียงสองคน ดูหน้าตาดีแต่งตัวดีทั้งคู่ อย่ากระนั้นเลยจะนั่งคนเดียวให้เปล่าเปลี่ยวหัวใจทำไม ถ้าได้เดินถ่ายรูปไปกับสองสาวนี้คงสนุกกว่า ผมเลยเดินเข้าไปอาสาเป็นตากล้องให้กับเธอทั้งสอง ดูทีแรกเธอก็งงๆ ว่าอยู่ๆชาวต่างชาติที่ไหนก็ไม่รู้จะมาถ่ายรูปให้ จะคิดตังค์เรารึเปล่าก็ไม่รู้

( ติดกับวัดมีทางขึ้นเคเบิ้ลคาร์ )

แต่อาจเป็นเพราะหน้าตาผมดูไม่ค่อยเป็นพิษเป็นภัย เธอก็เลยตกลง ถ่ายไปพูดคุยกันไปซักพักก็เริ่มสนิทสนม แอ็คเขินๆ ก็เริ่มไม่เขินแล้ว ออกท่าทางกันเต็มที่ทีเดียว ซักพักเธอบอกว่าได้เวลากลับแล้ว เพราะต้องกลับไปทำงานตอนบ่าย พวกเธอเป็นพนักงานขายรถของโตโยต้า มาจากไซ่ง่อนมาออกบูธที่นี่ ได้ยินเช่นนี้ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมต้องหาทางกลับเช่นกัน

ด้านได้อายอดครับ ขอกันตรงๆอย่างนั้นแหละ ด้วยมิตรภาพที่ดีเธอคงให้อยู่แล้ว เธอสองคนเช่าแท็กซี่มาจากในเมือง และก็จอดรอรับกลับอยู่แล้ว มีที่ว่างพอสำหรับผมอีกคนอยู่แล้ว ดั่งฟ้าประทานนางฟ้าสองสาวนี้มาให้ผมจริงๆ ทั้งน่ารัก ทั้งใจดี ทำให้ผมรู้สึกว่าดาลัตนี้คือสวรรค์หรือเปล่า วันนี้ผมเจอทั้งเทวดา และนางฟ้า

( มุมมองจากเคเบิ้ลคาร์ )

ระหว่างทางเธอชวนผมไปกินข้าวกลางวันด้วย โอ้ว อะไรกันนี่ เมื่อไม่ได้คาดหวังอะไร กลับได้น้ำใจดีๆมามากมายแบบนี้ ผมตอบตกลงแบบไม่ต้องคิด เป็นอันว่า เที่ยงนี้ผมได้กินอาหารเวียดนามแท้ๆ กับสองสาวเวียดนามที่ใจดียังกับนางฟ้า ทริปนี้เป็นอันจบบริบูรณ์แล้วครับสำหรับผม เต็มอิ่มแล้ว และถึงแล้วอย่างชื่อเรื่อง คือถึงเวียดนามแล้ว ตามที่ใจปรารถนา ขอบคุณนางฟ้าสองสาวอีกครั้งครับ เธอบอกว่ากำลังจะมาเมืองไทยในอีกไม่นานนี้ เราแลกนามบัตรกันไว้ แล้วซักวันคงได้เทคแคร์เธอตอบที่เมืองไทยนี้ ให้รู้ว่าน้ำใจหนุ่มไทยก็ดีไม่แพ้กัน

ทานข้าวกลางวันกันเสร็จเรียบร้อย เธอบอกว่าจะกลับที่พักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วจะไปทำงานต่อ ซึ่งเธอก็ชี้ให้ดูบูธโตโยต้า ระหว่างทางมาแล้ว ที่พักเธอก็อยู่ไม่ไกลจากที่พักผม ผมรับปากว่าจะออกมาดูเธอทำงานอีกครั้งตอนบ่ายๆ ตอนนี้ขอกลับไปพักเอาแรงก่อน อาบน้ำแต่งหล่อเสร็จจะมาหานะ

( เรียกไม่ถูกเหมือนกันครับ ใช้ขับลงไปน้ำตกดาตันลา )

ปรากฎว่าโชคชะตาช่างไม่เข้าข้างผมจริงๆ อุตส่าห์นำพาให้มาเจอนางฟ้าแล้ว กลับไม่สานต่อ ผมกลับที่พักเผลอหลับไปแป๊บเดียวตื่นมาสี่โมงกว่า รีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว แล้วเดินออกไปหาสองสาวที่บูธ ปรากฎว่าเวลานั้น 5 โมงกว่าไม่เหลือบูธให้เห็นแล้ว ความหวังพังทลายหมด

ผมยังเหลือหวังเล็กๆที่จะได้เจอเธอทั้งสอง เพราะเชื่อว่าเธอต้องออกมาเดินที่ตลาดนัดคืนนี้แน่ และตลาดก็ไม่ได้ใหญ่มาก เดินไปเดินมาน่าจะเจอกัน ผมก็เดินไป มองหาไป ทุ่มนึงก็แล้ว สองทุ่มก็แล้ว ก็ไม่เห็นแม้เงา ดันได้เสื้อกันหนาว กระเป๋าตังค์กลับมา คงหมดหวังที่จะได้เจอแล้วล่ะคืนนี้ และอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้ว เพราะพรุ่งนี้เช้าผมต้องออกเดินทางไปมุยเน่แล้ว

( ปาปารัซซี่สมัครเล่น กับนางแบบสุดสวย ที่น้ำตก )

สิ่งสุดท้ายที่นึกขึ้นได้คือ ไปที่โรงแรมที่เธอพัก และอยากจะทิ้งข้อความไว้ให้ ไปถึงโรงแรมก็ได้รู้ว่าเธออยู่บนห้องตอนนี้ พนักงานเสนอจะโทรขึ้นไปเรียกให้ ผมไม่อยากรบกวน เลยจะขอเขียนข้อความถึงเธอไว้แค่นั้น ว่าเมื่อเย็นเดินไปหาแล้ว แต่ไม่เจอ และเราคงได้เจอกันอีกที่กรุงเทพ เพียงเท่านั้นที่ผมพอจะทำได้ พบแล้วก็ต้องมีจากกันแบบนี้ เดินทางบ่อยๆ ผมชักจะชินกับกฎข้อนี้แล้ว

ได้แต่นอนคิดถึง และดูรูปที่ถ่ายคู่กัน เวียดนามทริปนี้จะไม่มีวันลืม ผมข่มตาหลับเพราะรู้ว่าพรุ่งนี้มีงานโหดรออยู่

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

Dont tell my mother that I reach Vietnam #3 ... หนีนรกมาขึ้นสวรรค์ที่ดาลัต

ก่อนจะลาไซ่ง่อนอันแสนวุ่นวาย ผมเดินผ่านแถวๆสถานบริการที่หนุ่มๆชอบนักชอบหนา เห็นเค้าว่ามาไซ่ง่อนนั้นอย่างให้พลาด ผมก็ไม่พลาดอยู่แล้ว เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง แต่ขอมาดูเฉยๆนะครับ ทริปนี้ไม่มีเกินเลยแน่นอน

( สถานที่ที่หนุ่มๆชื่นชอบ นั่งกันหน้าร้านอย่างนี้ไปเลย )

สภาพเป็นตึกแถวตกแต่งอย่างดี มีสาวสวยขาวเนียน มานั่งอวดโฉมอยู่ด้านหน้าหลายคน เล่นเอาคนโสดอย่างผมหัวใจเต้นตุบๆ นับเป็นสถานที่วัดความเข้มแข็งของจิตใจได้เป็นอย่างดี ชนะอะไรก็ไม่สู้ชนะใจ ชนะกิเลสของตัวเองครับ มือสั่นขาสั่นไม่กล้าแม้แต่จะยกกล้องขึ้นถ่าย ถ่ายตรงๆจะโดนอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้ เดินเลยมาหน่อยแล้วหันกลับไปถ่าย ได้มาแค่นี้ครับ หลักฐาน เพ่งกันดีๆครับจะรู้ว่าเนียนจริง

( บริเวณถนนข้าวสารไซ่ง่อน ใกล้ๆ ที่ขึ้นรถ )

เอาชนะใจตัวเองมาได้อย่างหวุดหวิด ถึงเวลาขึ้นรถแล้ว ผมมานั่งรออีกพักหนึ่งที่บริษัทเดินรถก็อยู่ในย่านข้าวสารไซ่ง่อนนั่นแหละครับ ไม่นานนักรถก็มาจอดเทียบ ภาษาเวียนนามส่งออกมาเรียกคนขึ้นรถ ฟังไม่รู้เรื่องแต่พอเดาได้ว่า ต้องเป็นรถไปดาลัตแน่อยู่แล้ว ยื่นตั๋วให้คนขับดูอีกทีเพื่อความแน่ใจ ไม่เช่นนั้นไปผิดคัน ผิดเมืองมีหวังไม่ได้กลับบ้าน

( ระเบียงหน้าที่พัก เมื่อเช้าคิดว่าต้องนอนที่นี่ซะแล้ว )

สภาพรถ เคยอ่านมาในอินเตอร์เนตว่ารถค่อนข้างดี สะดวกสบาย ยิ่งเป็นรถนอนยิ่งสบาย แต่ไปดาลัตเป็นทางขึ้นเขา มีเพียงรถนั่งเท่านั้น สภาพก็ไม่ถือว่าดีเท่าไร เทียบได้กับรถชั้นสองบ้านเรา ที่นั่งแคบมาก ผมนั่งติดกับเด็กหนุ่มวัยห้าวชาวเวียดนาม มากับเพื่อนสามคนกำลังคึกคะนองเชียว คุยเสียงดังลั่นรถ ไม่โสภาเท่าไรครับ

( ยามเช้าที่พักของผม สวยมั้ยล่ะครับ )

พอรถออก ผมก็เห็นว่าเบาะคู่ด้านข้างเราว่างอีกสองแถว เด็กหนุ่มชาวเวียดนามก็เห็น เลยย้ายตัวเองไปนั่งเบาะว่างนั้น มันคงรู้สึกแบบเดียวกับผมที่ชายสองคนไม่ควรมานั่งแนบชิดกันขนาดนี้ ไม่ทันไรคนรถก็เดินตรงเข้ามาส่งภาษา เดาได้ว่ามันคงดุว่าเด็กหนุ่มคนนี้ แล้วให้กลับไปนั่งที่ซะ เด็กหนุ่มก็คอตกกลับมานั่งที่เดิมข้างผม

( ถนนจากที่พักไปตลาด ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านี้ก็สวยเพียงพอแล้ว )

แทบไม่ได้นอนครับ รถเปิดไฟสว่างทั้งคืน แถมไอ้เด็กข้างๆนี่นอนไม่เกรงใจกันเลย หลับไม่รู้เรื่องจนหัวมาซบไหล่ผม โอ้ว ถ้าเป็นสาวๆจะไม่ว่าซักคำ เบาะว่างด้านข้างเรา ทีแรกคนรถมาไล่คิดว่าจะมีคนขึ้น จนผ่านมาครึ่งทางแล้วก็ยังว่าง แถมตัวคนรถเองกลับมานอนแอ้งแม้งควบสองเบาะให้อิจฉาเล่น เบาะว่างก็น่าจะให้ขยับขยายได้ จะงกไว้ทำไมไม่รู้ ผมรู้สึกว่านี้อาจจะเป็นอีกนิสัยหนึ่งของคนเวียดนาม อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน จะว่าซื่อก็ไม่ใช่ ออกจะกวนซะมากกว่า

( บ้านเรือนก็เป็นตึกแถวแสนจะธรรมดา แต่ลงตัวกับพื้นที่ )

ไม่เป็นไรครับ คืนแรกนี้ความฟิตผมยังเหลืออีกมาก นอนงีบนิดหน่อยก็พอแล้ว ตามกำหนดการเดิมคือจะถึงดาลัตประมาณ 6 โมงเช้า ซึ่งก็เป็นเวลากำลังที่ ที่จะเข้าโรงแรมเพื่อฝากของ ก่อนจะเช็คอินตอนเที่ยง แต่นั่นมันคงเป็นเวลาเดินทางเมื่อก่อนหน้านี้ เพราะตอนเวลาตี4 กว่าๆ คนรถก็ส่งภาษาเรียกคนลงจากรถให้หมดทำนองว่าถึงดาลัตแล้ว ผมงงแถมงัวเงียเดินตามๆเค้าลงมา คิดว่าแค่พักรถ ที่ไหนได้มองป้ายใหญ่เขียนว่าดาลัต แล้วก็มีคนรถอีกคนมาลากผมขึ้นรถตู้ไป ส่งภาษากันรู้บ้างไม่รู้บ้างแต่เดาได้ว่าจะไปส่งถึงโรงแรมตามที่ระบุไว้

( ตึกแถวธรรมดา แต่สร้างให้ลดหลั่นกันลงไป ตามแนวความลาดเอียง )

อากาศที่ดาลัตนี่ทันที่ที่ลงรถถึงกับสั่นครับ ไซ่ง่อนร้อนได้แค่ไหน ที่นี่ก็ตรงกันข้ามหนาวจับใจดีจริงๆ ผมว่าตอนนั้นน่าจะสิบกว่าองศา ยิ่งนั่งรถตู้เปิดประจกยิ่งหนาวสั่นจนต้องหยิบเสื้อแขนยาวมาสวมทับอีกชั้น ไม่กี่นาทีก็ถึงหน้าโรงแรม

เอาล่ะสิครับถึงโรงแรมตอนตีสี่กว่าๆ ตัวโรงแรมเองและรอบข้าง ปิดกันเงียบเชียบ มีเพียงไฟสลัวๆริมถนน คนรถส่งผมเสร็จก็ขับกลับไปแล้ว มึนครับทำไงดีหว่า คิดๆแล้วก็คงต้องรบกวนพนักงานโรงแรมของเรานั่นแหละครับ จะให้ผมเดินไปไหน หรือจะนั่งรถริมถนนแบบนี้จนถึงเช้าคงไม่ไหวแน่ๆ

เดินเข้าไปในตัวโรงแรม ซึ่งก็คล้ายกับบ้านบริเวณหลังใหญ่หลังหนึ่งที่ซอยเป็นห้องๆ ประตูหน้าปิดมิดชิด คงต้องยอมหน้าด้านเคาะประตูเรียกคนข้างในแล้ว ถ้าไม่มีใครออกมาก็จะนั่งรออยู่ชานพักด้านหน้าโรงแรมนี้แหละ โชคดีเป็นของผมเมื่อมีเด็กสาวคนหนึ่งเดินหน้าตางัวเงียมาเปิดประตูให้ บ่นเป็นภาษาเวียตนาม ฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็เดาออกแหละครับว่าคงบ่น ว่ามาอะไรเอาเวลานี้

( ที่วงเวียนอันเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง ตรงไปด้านขวานั่นคือตลาด )

เธอยังง๊องแง๊ง ไปปลุกผู้หญิงอีกคนที่ยังนอนอยู่บนเตียง ห้องของเธอทั้งสองอยู่ติดประตูทางเข้าเลย ผมเลยได้เห็นอาการของพนักงานในสถานการณ์ที่มีแขกมาเช็คอินตอนตีสี่ ความไม่พอใจคงมีแน่ เป็นผมก็ไม่พอใจเหมือนกัน แต่คงต้องเก็บอาการให้อยู่ ตัวผมเองก็รู้สึกแย่เหมือนกันที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ ผมพยายามอธิบายให้เธอทั้งสองฟัง ว่ารถมันดันถึงที่นี่เอาเวลานี้โดยที่ผมไม่รู้มาก่อน

จะว่าไปเรื่องนี้คงต้องโทษระบบเดินรถแล้วล่ะครับ เพราะในเมื่อเวลาผ่านไปถนนหนทางดีขึ้น เดินทางใช้เวลาน้อยลง ก็ควรจะปรับเวลาเดินรถ เช่นว่าน่าจะออกจากไซ่ง่อนเที่ยงคืนไปเลย เพื่อให้ถึงนี่ซักเกือบหกโมงเช้า อย่างน้อยมันก็คงเริ่มสว่างแล้ว ไซ่ง่อนออกเที่ยงคืนก็ไม่ดึกไปนัก เพราะยามค่ำคืนที่โน่นยังดูคึกคัก รอบเที่ยงคืนน่าจะเหมาะกับนักเที่ยวด้วยซ้ำ

( โรงแรมสุดหรูบนเนินกลางเมืองดาลัด )

พนักงานสองสาว ไม่โกรธอะไรผมนักแถมยังใจดีให้ขึ้นห้องนอนได้เลย ดีจังจองสองคืนเหมือนได้นอนสามคืน ผมกล่าวขอบคุณแล้วรีบไปนอนเอาแรงซักสองสามชั่วโมง เพราะวันนี้คงต้องเดินทางอีกไกล

สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกที ก็ 9 โมงเช้าแล้ว ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว ล้างเหงื่อไคลที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวาน กายพร้อมใจพร้อมแล้ว ได้เวลาตะลุยดาลัต จากที่ได้สัมผัสอากาศที่นี่แค่สัมผัสแรกก็ประทับใจแล้ว ฉะนั้นวันนี้ต่อให้ต้องเดินซัก 10 ชั่วโมงก็ไม่หวั่นครับ เดินลงจากห้องมาพร้อมกับคำขอโทษให้พนักงานสองสาวอีกครั้ง ดูเธออารมณ์ดีขึ้นกว่าเมื่อตอนเจอกันแล้วครับ

ผมพิมพ์แผนที่ดาลัตที่พอจะหาได้จากอินเตอร์เนตมาเตรียมไว้อยู่แล้ว ไม่ละเอียดเอามากๆ แถมเป็นแผนที่ที่ไม่ถูกอัตราส่วนอีกต่างหาก แต่เท่าที่ดูจากใน google map มารัศมีรอบตัวเมืองน่าจะอยู่ที่ 3 กิโลเมตร เดินตัดผ่า แบบไปกลับก็น่าจะประมาณ 10 กิโล วันนี้น่าจะเก็บครบ แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกไปนอกเมือง

( โชดาลัต )

ในตัวเมืองที่แรก ที่เป็นที่หลัก จุดศูนย์กลางของเมืองก็เป็นตลาดเช่นเดียวกับที่ไซ่ง่อน ที่นี่คือตลาดดาลัต ( Dalat Cho ) อยู่ไม่ไกลจากที่พักของผมนัก เดิน 5 นาทีก็ถึง มีของกินขายตลอดทาง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสารพัดเฝอ ร้านกาแฟและบันหมี่ ขนมปังฝรั่งเศสใส่ไส้แบบคนเอเชีย อย่างที่ประเทศแถบนี้ชอบกินกัน ผมยังไม่หิวนักเลยเดินผ่านไปเรื่อยๆก่อน กะว่าที่ตลาดคงมีให้เลือกมากกว่านี้

มาที่ตลาด ส่วนที่ขายเสื้อผ้า ของใช้ อาหารแห้ง ยังคงเปิดอยู่ แต่ส่วนตลาดสดเริ่มวายแล้ว ของน่ากินยังหาไม่เจอ งั้นขอผ่านไปสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกเลยดีกว่า ที่ Crazy House อันเป็นบ้านที่ว่ากันว่าลูกของเจ้าเมืองสร้างไว้ จะอยู่รึก็ไม่น่าใช่ เพราะมันถูกตกแต่งไว้แปลกเกินกว่าที่จะเรียกว่าน่าอยู่ น่าจะเอาไว้โชว์มากกว่า เปิดรับนักท่องเที่ยวให้เข้าชม ถ่ายภาพในมุมแปลกๆที่นี่

( ที่มุมสูงสุดของเครซี่เฮ้าส์ )

แต่กว่าจะหาเจอก็วนหลายรอบเหมือนกัน เพราะแผนที่ที่ไม่ละเอียด และก็ป้ายบอกทางที่นี่คงต้องปรับปรุงอีกมาก ทั้งป้ายถนน และป้ายบอกสถานที่สำคัญของเมือง เพราะดาลัตเองก็ถึอเป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้ว น่าจะทำได้ดีกว่านี้

แต่ถึงแม้จะมีเดินหลง เดินวนไปบ้างก็ไม่เป็นปัญหา เพราะนอกจากอากาศเย็นสบายแล้ว บ้านเรือนที่นี่แม้เป็นแค่บ้านคนธรรมดา หรือ แค่ร้านค้าทั่วไป ก็ถูกสร้างในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ได้หรูหราอะไรมาก แต่ดูมีศิลปะกลมกลืนกันดี

จุดต่อมาที่เดินไปอีกไม่ไกลนัก ก็คือ วังกษัตริย์บาวได๋ น่าจะเป็นที่ตากอากาศซะมากกว่า น่าเสียดายที่วันที่ผมไป มีชาวบ้านที่นี่ปิดสถานที่ไว้สำหรับจัดงานแต่งงาน ผมเดินเข้าไปถ่ายรูปรอบๆ แต่จะให้เดินเข้าไปในงานเลยคงไม่เหมาะ

( งานแต่งในวังกษัตริย์บาวได๋ )

ประวัติของกษัตริย์บาวได๋ ข้อมูลจากวิกิพีเดียมีดังนี้ครับ

จักรพรรดิเบาได๋แห่งเวียดนาม (จื๋อโนม : 保大) (22 ตุลาคม พ.ศ. 2456 - 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2540) ทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 13 และพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2488 ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งอันนัมในอารักขาของฝรั่งเศส ซึ่งขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม ในช่วงนี้พระองค์ทรงได้รับความคุ้มครองจากฝรั่งเศสโดยอินโดจีนของฝรั่งเศส พระองค์ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี พ.ศ. 2475 เมื่อทรงมีพระชนมายุ 19 พรรษา ต่อมาญี่ปุ่นได้ทำการขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนนี้ในปีพ.ศ. 2488 และใช้อำนาจการปกครองผ่านจักรพรรดิเบาได๋ ในช่วงนี้พระองค์ทรงตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า "เวียดนาม" พระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ในเดือนสิงหาคมเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม

พระองค์ทรงเป็นหัวหน้ารัฐในเวียดนามใต้ตั้งแต่ พ.ศ. 2492 จนกระทั่ง พ.ศ. 2498 จักรพรรดิเบาได๋ทรงมีความใกล้ชิดกับฝรั่งเศสและเสด็จประทับต่างประเทศบ่อยครั้ง นายโง ดินห์ เดียม นายกรัฐมนตรีได้ขับไล่พระองค์ในการลงประชามติปลดจักรพรรดิเบาได๋ออกจากราชบัลลังก์พ.ศ. 2498

ที่ต่อไป เขยิบออกเมืองไปอีกหน่อย คือน้ำตกแคมรี่ ดูจากแผนที่แล้วน่าจะประมาณ 2 - 3 กิโลเมตร เดินจริงๆก็คงไหวอยู่ แต่ระหว่างทางได้ผมกับชาวเวียดนามกลุ่มหนึ่งทำบริษัทท่องเที่ยวที่นี้ เข้ามาคุยกับผม ก็มีเชื้อเชิญให้ใช้บริการอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ไม่ได้ยัดเยียด เมื่อผมบอกว่าอยากเดินเที่ยวเอง เค้าก็ยินดีให้ข้อมูล และบอกว่า เดินไปน้ำตก ดูจะไกลเกินไป ไม่ค่อยมีใครทำกันอย่างนั้น ส่วนมากก็จะเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไป หรือไม่ก็จ้างมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมขอบคุณสำหรับข้อมูล และรับปากว่ากลับมาจะเขียนเล่าเรื่องราวให้คนอยากมาเที่ยวที่นี่เยอะๆ

( น้ำตกแคมรี่ )

ตอนแรกก็ยังคิดจะดื้อเดินไปเองอยู่ แต่แดดตอนใกล้เที่ยงเริ่มมาแล้ว คงต้องขอใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีอยู่ทั่วเมืองไม่ว่าจะเมืองไหนในเวียดนาม สนนราคาก็ไม่แพงนัก 20000 ด่อง ก็ประมาณ 30 บาทไทย พอไหวครับ นั่งมอเตอร์ไซค์เข้าน้ำตก ก็รู้ทันทีว่าที่เค้าเตือนน่ะถูกแล้ว เดินมามีหวังหมดแรงเที่ยว

น้ำตกแคมรี่ เป็นน้ำตกเล็กๆ แต่ถูกตกแต่งด้วยสวนสวย เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ ผมนั่งพัก และหามุมถ่ายรูปซักพัก เริ่มหิวเพราะเที่ยวกว่าแล้วยังไม่ได้กินอะไรเลย จึงกลับเข้าเมืองอีกครั้งด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกเช่นเคย ครั้งนี้เรียกมาแถวตลาด เพื่อหาของกินซักร้าน และก็มาเจอร้านอาหารที่ดูเป็นอาหารที่คุ้นเคยของผม เป็นสไตล์ร้านข้าวแกง แบบจีนๆ ที่มีเมนู ไก่อบ ไข่พะโล้ และแกงจืดมะระ เป็นเมนูที่เลือกสำหรับมื้อแรกที่ดาลัตนี้ พร้อมกับเครื่องดื่มที่คนไทยแทบจะลืมไปแล้วอย่างซาสี่ ไม่เห็นที่เมืองไทยนานมากแล้ว แต่ที่เวียดนามยังหาซื้อได้อยู่ ราคากระป๋องละ 10000 ด่อง เท่าๆเมืองไทย

( มื้อใหญ่ มื้อแรกที่ดาลัต )

กับข้าวสามอย่าง ข้าวสองจาน กับซาสี่ รวมแล้ว 64000 ด่อง ประมาณ 100 บาท พอดิบพอดี อิ่มแทบทะลัก มื้อนี้ประทับใจครับ ราคากันเองเหมือนเมืองไทย แต่ข้าวที่นี่ให้มาเยอะจริง ข้าวเค้าน่าจะถูกกว่าเราอยู่

พลังงานกลับมาเต็มถังอีกครั้งทีแรกตั้งใจจะกลับไปงีบ แต่ก็ยังหัววันอยู่ เพิ่งจะบ่ายโมงกว่าๆ เลยขอไปอีกหนึ่งจุดหมายที่อยู่อีกทิศหนึ่งของเมือง ซึ่งทีแรกกะจะตัดทิ้งไปแล้ว เวลาเหลือเลยไปเก็บซะให้ครบ ที่นี่คือสวนดอกไม้ของเมืองดาลัต ซึ่งทางไปต้องเดินเลาะถนนเลียบสนามกอล์ฟดาลัดไปเรื่อยๆ ไกลเอาการเลยครับ ยังดีที่ว่าอากาศดีวิวสวย เดินอยู่อย่างนี้เกือบชั่วโมงเต็มๆ ก็ถึงสวนดอกไม้

( ทางเดิน บรรยากาศโรแมนติก ทางไปสวนดอกไม้ )

ที่สวนดอกไม้ ก็สวยนะครับ แต่ผมเคยเห็นที่เมืองไทยสวยกว่านี้มากมาย แค่สวนสาธารณะบ้านเราบางที่ก็สวยกว่านี้แล้ว เลยไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก มีนักท่องเที่ยวไม่มาก เพราะคงคิดอย่างเดียวกับผมว่ามันน่าจะอลังการได้มากกว่านี้ แต่เดินมาเป็นชั่วโมงขอนั่งพักขา ดูรูปที่ถ่ายมา ลบรูปที่ถ่ายแล้วไม่ได้อย่างใจออกไปบ้าง เดี๋ยวเมมโมรี่จะไม่พอซะ

บ่ายแก่ๆแบบนี้ อยากจะเอนหลังนอนซะแล้ว ผมเดินจากสวนดอกไม้โดยใช้อีกเส้นทางหนึ่ง ที่เป็นอีกด้านของสนามกอล์ฟ ที่พนักงานโรงแรมบอกไว้เมื่อเช้านี้ว่าทะลุมาถนนหน้าโรงแรมได้ ไม่ไกลนัก ไม่ไกลนักก็จริงแต่เป็นทางขึ้นเขา เริ่มจะเมื่อยแถมยังง่วง แต่ก็ยังสังเกตข้างทางได้ว่า ถนนเส้นนี้เป็นแหล่งรวมของนักศึกษา เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดาลัต เย็นนี้ถ้ามีเวลาอาจจะเดินกลับมาดูชีวิตนักศึกษาที่นี่อีกครั้ง แต่เวลานี้ขอเข้าที่พักก่อนครับ งีบซักสองชั่วโมง คืนนี้ค่อยมาตะลุยราตรีต่อ

ขอเป็นดาลัตตอน 2 นะครับ โปรดติดตามชม

Dont tell my mother that I reach Vietnam #2 ... ไซ่ง่อน แล้วจะรักเมืองไทยขึ้นอีกเยอะ

หลังจากจัดการแผนการเดินทางวันต่อๆไป จองตั๋วจองโรงแรมเรียบร้อย ไร้กังวลว่าแล้วว่าจะเที่ยวเพลิน เงินหมดจนกลับบ้านไม่ถูก ก็ได้เวลาสำรวจไซ่ง่อนเต็มๆ 1 วัน เพราะกว่าจะขึ้นรถไปดาลัต ก็ 5 ทุ่ม ผมได้แผนที่แจกฟรีจากบริษัทเวียดซี ไม่ละเอียดนัก แต่ก็เพียงพอแล้ว เพราะเดินๆไปก็จะค่อยๆคุ้นทางขึ้นเรื่อยๆ

( ฝนตกตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง วันนี้ท่าทางจะไม่ง่ายซะแล้ว )

จุดหมายเท่าที่ค้นดูจากอินเตอร์เนต ก็มี ตลาดเบนถาน พิพิธภัณฑ์สงคราม โบสถ์นอร์ทเทอดาม อนุเสาวรีย์ลุงโฮ เดินไปครบตามนี้ ใช้เวลาในตลาด และพิพิธภัณฑ์มากหน่อย ก็คงจะหมดวันพอดี ตอนค่ำๆ มาเดินแถวฟามงูเลา ใกล้ๆ กับบริษัทเวียตซี และที่ขึ้นรถ ก็พอดีกับเวลา

( คนที่นี่รับมือกับฝนเป็นเรื่องปกติ เสื้อกันฝนมีใช้กันทุกคัน ถ้ารู้ผมจะเอามาเหมือนกัน )

เดินมาไม่ทันไรก็เจอกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นแถบ ที่พยายามคะยั้นคะยอให้เราใช้บริการ ลักษณะท่าทางของเราก็พอดูรู้ว่าเป็นนักท่องเที่ยว ก็จะยิ่งโดนตื้อหนักเข้าไปอีกว่าจะพาเที่ยวรอบเมือง แต่ผมทำการบ้านมาแล้ว ก็พอรู้ว่าแต่ละที่มันไม่ได้ห่างกันเท่าไร เดินไปได้สบายอยู่แล้ว แถมเวลาก็มีเหลือเฟือ เลยขอปฎิเสธ

( พักหลบฝนที่ร้านกาแฟริมถนน บนเก้าอี้เตี้ยๆ ที่มีอยู่ทั่วเมือง )

แต่กว่าจะหลุดมอเตอร์ไซค์จอมตื้อมาได้ ก็ต้องปฎิเสธไปมากว่าสิบครั้ง เหตุการณ์อย่างนี้อยู่จนครบ 5 วันจะชิน เพราะไม่ว่าจะไปไหนก็จะโดนตื้อแบบนี้ตลอด เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมว่า ถ้ามอเตอร์ไซค์รับจ้างชาวเวียดนามเหล่านี้คิดได้ คงจะไม่ตามตื้อจนนักท่องเที่ยวรำคาญแบบนี้ สิ่งที่ควรจะทำก็คือไปฝึกภาษาอังกฤษให้ดี เวลาถามไถ่ชาวต่างชาติจะได้คุยกันรู้เรื่อง ไม่ใช่ตื้อแล้วแถมยังเป็นภาษาเวียดนามอีก จะเข้าใจมั้ยครับเนี่ย

( ผ่านโรงหนังของที่นี่ ดูยังไงโรงหนังบ้านเราก็ไฮโซกว่าเยอะ )

หลุดจากดงมอเตอร์ไซค์มาได้ไม่เท่าไร ก็เจออุปสรรคใหญ่ถัดมา ฝนเม็ดไม่ใหญ่นัก ตกพอให้วัดใจคนเดินเที่ยว ไอ้เราก็แต่งหล่อมาอย่างดีไม่อยากจะเละตั้งแต่วันแรก หาที่หลบดีกว่า แต่ไหนบ้านนี้เมืองนี้มันหาที่หลบฝนยากจริง ยากเพราะทางเท้ากลายเป็นที่จอดมอเตอร์ไซค์ ยากที่ร้านค้าแต่ละร้านมักจะวางของยื่นออกไปตามทางเท้า ยากเพราะมักจะมีร้านกาแฟเล็กๆ ตั้งโต๊ะตามทางเท้าเป็นระยะๆ และยากเพราะตึกรามร้านค้าที่นี่ไม่ค่อยมีกันสาดยื่นออกมาเหมือนบ้านเรา ที่พอจะให้คนหลบฝนได้ ผมไม่อยากเหมารวมว่านี่เป็นการแสดงให้เห็นนิสัยของคนเมืองนี้หรือเปล่า แต่เพราะเจอแบบนี้เลยเริ่มรักเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

( ที่พิพิธภัณฑ์สงคราม )

ฝนเยอะจนปลายปี และตกทั้งวี่ทั้งวันแบบนี้ ก็คงเป็นธรรมชาติของที่นี่ ในเมื่อมาแล้วจะมากลัวฝนแล้วไม่ได้ไปจุดหมายที่ตั้งใจไว้ก็เสียเที่ยวเปล่า เป็นไงเป็นกันอย่างมากก็แค่เปียก ไข้รับประทาน คงพอรับมือไหว ผมรอให้ฝนเบาลงหน่อยก็ออกเดินไปที่แรกคือ พิพิธภัณฑ์สงคราม

ที่พิพิธภัณฑ์นี้ ด้านหน้าจะเป็นที่ตั้งของเครื่องบินรบของอเมริกาสมัยสงคราม สภาพยังดูเหมือนจะใช้งานได้ ด้านในจะเป็นที่แสดงภาพ และเรื่องราว ที่ทางเวียดนามบอกให้ชาวโลกรู้ถึงความโหดร้ายของสงครามที่อเมริกายัดเยียดให้ คนชอบแนวนี้คงใช้เวลาที่นี่ได้มาก คนเวียดนามคงชัดเจนว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดแล้ว ส่วนคนอเมริกันที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือเป็นลูกหลายของทหารที่เสียชีวิตก็คงรู้สึกไม่ต่างจากคนเวียดนามนัก คนที่สะใจคงมีอยู่ไม่กี่คนที่สั่งการอยู่อีกฟากหนึ่งของโลก

ภาพถ่ายที่โชว์อยุ่ด้านใน ดูแล้วอย่างกับโปสเตอร์หนังฮอลลีวูด ต่างกันเพียงนี่เป็นภาพจริงจากช่างภาพ 134 คน จาก 11 ชาติที่เสียชีวิตระหว่างสงครามอินโดจีน กับอีกหนึ่งห้องที่เป็นผลงานภาพถ่ายของช่างภาพญี่ปุ่นล้วนๆ แค่ภาพเหล่านี้ก็แทบไม่ต้องอ่านคำบรรยายความโหดร้ายของสงครามขณะนั้น

ใช้เวลาที่พิพิธภัณฑ์ชั่วโมงกว่าๆ ก็ได้เวลาไปต่อที่โบสถ์นอร์ธเทอดาม ศิลปแนวฝรั่งเศสที่เหลือไว้ให้ไซ่ง่อนจนเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งจากต่างชาติและคนเวียดนามเองให้มาเยือน ความสวยงามยิ่งดูแปลกตาเมื่อฉากหลังเป็นตึกสมัยใหม่ เห็นถึงความเป็นไปของเมืองนี้ ที่ด้านข้างมีสถานที่ที่สวยงามอีกแห่งคือไปรษณีย์กลางไซ่ง่อน มองแค่จากรูปดูไม่รู้ว่านี่คือเวียดนาม อย่างกับอยู่ที่ไหนซักที่ในยุโรป

เดินมาครึ่งวันแล้ว ความล้าเริ่มมาเยือน แถมอาหารเมื่อเช้าเริ่มแผลงฤทธิ์ หาที่ปล่อยของดีกว่า เดินๆไปเห็นเป้าหมายแล้ว เป็นห้างหรูกลางเมืองไซ่ง่อน ห้องน้ำที่นี่คงสะอาดน่าใช้อยู่ ต้องขอบคุณวินคออมเซ็นเตอร์ ที่เป็นที่พักที่ปล่อยให้กับคนเดินทางแนวประหยัดแบบนี้

เสร็จธุระเรียบร้อยพร้อมเดินทางต่อ ไปอีกไม่ไกลเป็นอนุเสาวรีย์โฮจิมินห์ สถานที่บังคับอีกแห่งที่ใครมาไซ่ง่อนก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่ ถ่ายเสร็จฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมาอีกครั้ง ต้องหลบฝนที่โรงแรมข้างๆ อีกครึ่งชั่วโมง

ดูนาฬิกาก็สี่โมงกว่าแล้ว ผมตัดสินใจใช้เวลาช่วงเย็นที่เหลือนี้ที่ตลาดเบนถานดีกว่า นับว่าเดินครบรอบพอดีกลับมาที่จุดเริ่มต้นที่ตลาดนี้ ภายในตลาดมีทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน อาหารสด อาหารแห้ง เท่าที่สำรวจราคาก็นับว่าถูก แม้ว่าจะเป็นคนต่างชาติโดนแม่ค้าโก่งราคาไปบ้าง แต่ก็เป็นที่รู้กันว่ามาช็อปที่แบบนี้ก็ต่อตามใจชอบกันไป

( ภาพโบสถ์นอร์ธเทอดามที่ฉากด้านหลังเป็นตึกสมัยใหม่ไดมอนพลาซ่า )

กว่าจะออกจากตลาดฟ้าก็มืดเรียบร้อย ได้เวลาตระเวนราตรีที่ย่านอันเปรียบเหมือนถนนข้าวสารของเมืองไซ่ง่อน เหมือนมากครับทั้งร้านรวง บรรยากาศ นักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งแบ๊คแพ็ค ไม่บอกไม่รู้คิดว่าอยู่ถนนข้าวสารเมืองไทย ตอนนี้ผมเริ่มย่ามใจไม่ได้พกแผนที่ติดตัวมาแล้ว คิดว่าไม่น่าจะหลงแล้ว

( ภาพด้านหน้าโบสถ์ )

แต่สุดท้ายเดินชมแสงสีไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีก็จำทางไม่ได้แล้ว ยิ่งเดินยิ่งหลงไปกันใหญ่ ฝนห่าใหญ่รอบที่สามก็ตกมาเพิ่มความลำบากเข้าไปอีก เดินหลงไปมา ถามทางไปเรื่อยก็ไปโผล่อยู่หน้าห้างขนาดเล็ก เป็นห้างสไตล์สังคมนิยม บ้านเราก็คงเป็นห้างสหกรณ์อะไรแบบนั้น ลองเข้าไปสำรวจสินค้าด้านในดีกว่า เป็นการหลบฝนไปในตัว แถมห้างนี้ปิดดึกถึงสี่ทุ่ม คงพอฆ่าเวลาได้ระหว่างรอขึ้นรถ 5 ทุ่ม

( ไปรษณีย์กลางด้านข้าง ดูแค่นี้ไม่รู้ว่าอยู่เวียดนาม )

น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่ที่นี่ เข้มงวดเรื่องการถ่ายภาพด้านในห้างมากๆ ไม่อย่างนั้นคงได้เก็บภาพสินค้าด้านในมาให้ชมกัน สินค้าส่วนใหญ่ราคาถูกกว่าบ้านเรา และมีสินค้าอุปโภคบริโภคแบรนด์ดังจากบ้านเรามาขายที่นี่เป็นจำนวนมาก และดูว่าจะเป็นที่นิยมของคนเวียดนามซะด้วย ตำแหน่งของสินค้าไทยเราน่าจะเป็นที่สินค้าดี มีมาตรฐาน ราคาไม่แพงนัก

( อนุเสาวรีย์โฮจิมินห์ )

ผมถือโอกาสตุนเสบียงไว้เผื่อหิวบนรถ ทั้งชาเขียว ขนมกรุบกรอบ ที่นี่ถูกจริงซองละ 4 - 5 บาท ปริมาณมากเหมือนซองละ 20 บ้านเรา ออกจากห้าง 3 ทุ่มกว่าแล้ว ยังเหลือเวลา ผมเริ่มจับเส้นทางได้แล้ว เดินกลับมาแถวถนนข้าวสารอีกครั้ง เพื่อใช้เวลาที่เหลือนั่งชิลๆ จิบน้ำปั่น กับขนมซองของเวียดนาม ดูแสงสีของไซ่ง่อนยามค่ำคืน

( ภายในตลาดเบนถาน สินค้ามากพอๆกับคนเดิน )

( เฝอมื้อแรกในตลาดเบนถาน โดนแม่ค้ากระโดดล็อกคอตื้อให้กิน รสชาดดีครับมือนี้ )

วันนี้ วันแรกในเวียดนาม ผ่านไปแบบทุลักทุเล ทั้งจากอากาศร้อนและฝนที่ตกได้ทั้งวี่ทั้งวัน เสื้อผ้าเปียกแล้วเปียกอีก และเดิน เดิน เดิน มากกว่า 8 ชั่วโมงแล้ว ไม่รู้ได้ระยะทางเท่าไร สภาพบ้านเมืองดูไม่ต่างจากบ้านเรานัก ที่แตกต่างและทำให้รักเมืองไทยขึ้นมาอีกเยอะ ก็ตรงที่คนนี่แหละ บ้านเราต่อให้มีอะไรขัดใจไปบ้างแต่ก็น่าอยู่กว่า คนให้ความเคารพต่อกันมากกว่า มีรอยยิ้มให้กันมากกว่า ไซ่ง่อนที่แปลกตานี้ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เข้ามาในชีวิต ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ชอบมากนัก แต่ก็ทำให้เรารักเมืองไทยขึ้นอีกมากมาย

( สีสรรยามราตรีที่ไซง่อน บริเวณที่เป็นเหมือนถนนข้าวสารบ้านเรา)

โปรดติดตามตอนต่อไป ... การเดินทางสู่ดาลัต